Talk of The Town

บทสรุปกลยุทธ์ที่ SCC ใช้ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก


12 พฤษภาคม 2569

บทสรุปกลยุทธ์ที่ SCC_S2T (เว็บ) copy.jpg

ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลต่อราคาพลังงานอย่างน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้น และยังรวมไปถึงการจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ด้วยปัจจัยข้างต้นก็ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องปรับตัวและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ

โดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ก็เป็นหนึ่งบริษัทที่มีแผนรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งตัวเลขของประกอบการไตรมาส 1/69 ก็รักษาวินัยทางการเงินและสร้างกระแสเงินได้อย่างมีเสถียรภาพ จนทำให้Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือการด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 466% จากช่วงเดียวกัน ตามต้นทุนการผลิตซีเมนต์ที่ลดลง ประกอบกับการขึ้นราคาปูนซีเมนต์และผลประกอบการในประเทศอินโดนีเซียของเอสซีจีพีเพิ่มขึ้น ตามความต้องการตามฤดูกาลของสินค้าซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์

แม้ว่าสถานการณ์ 3 เดือนแรกของปี 2569 จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็ยังคาดการณ์ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อต่อ จึงได้เตรียม “กลยุทธ์เชิงรุก” ที่จะเป็นแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ

สำหรับ แผนระยะสั้น จะเน้นไปที่การปรับตัวอย่างเข้มข้นและทันท่วงที โดยเริ่มจาก 1.บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้านนำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการเร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทั่วทุกมุมโลก

2.บริหารต้นทุนพลังงาน เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงานทางเลือก และ เพิ่มการใช้รถ EV ขนส่งสินค้า ประกอบกับการมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี

3.เดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน ‘เข้มข้น’ ซึ่งผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงานหยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท

ดังนั้น ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137 ล้านบาท

ส่วนแผนระยะยาว หรือแผน 2 ปี (2569-2570) จะมุ่งเน้นสร้างกล้ามเนื้อยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งในระยะยาว

โดยเริ่มจาก 1.บริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต ด้วยการรวมศูนย์การผลิตและใช้ Robotics &Automation’ ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการบริหารต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ’ คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท

ส่วนโครงการ LSPE  เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผนคาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท

2.ผลักดัน ‘สินค้ากรีน – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าพร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ

3.เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง PTTGC และ SCGC เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก

ทั้งนี้ ผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องรวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69

4.ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ‘SCG Cleanergy’ ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้าเพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

บทสรุปกลยุทธ์ที่ SCC_S2T (เพจ) copy.jpg

SCC