
ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลต่อราคาพลังงานอย่างน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้น และยังรวมไปถึงการจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ด้วยปัจจัยข้างต้นก็ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องปรับตัวและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ
โดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ก็เป็นหนึ่งบริษัทที่มีแผนรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งตัวเลขของประกอบการไตรมาส 1/69 ก็รักษาวินัยทางการเงินและสร้างกระแสเงินได้อย่างมีเสถียรภาพ จนทำให้Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือการด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 466% จากช่วงเดียวกัน ตามต้นทุนการผลิตซีเมนต์ที่ลดลง ประกอบกับการขึ้นราคาปูนซีเมนต์และผลประกอบการในประเทศอินโดนีเซียของเอสซีจีพีเพิ่มขึ้น ตามความต้องการตามฤดูกาลของสินค้าซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์
แม้ว่าสถานการณ์ 3 เดือนแรกของปี 2569 จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็ยังคาดการณ์ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อต่อ จึงได้เตรียม “กลยุทธ์เชิงรุก” ที่จะเป็นแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจ
สำหรับ แผนระยะสั้น จะเน้นไปที่การปรับตัวอย่างเข้มข้นและทันท่วงที โดยเริ่มจาก 1.บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้านนำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการเร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทั่วทุกมุมโลก
2.บริหารต้นทุนพลังงาน เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงานทางเลือก และ เพิ่มการใช้รถ EV ขนส่งสินค้า ประกอบกับการมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี
3.เดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน ‘เข้มข้น’ ซึ่งผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงานหยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท
ดังนั้น ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137 ล้านบาท
ส่วนแผนระยะยาว หรือแผน 2 ปี (2569-2570) จะมุ่งเน้นสร้างกล้ามเนื้อยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งในระยะยาว
โดยเริ่มจาก 1.บริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต ด้วยการรวมศูนย์การผลิตและใช้ Robotics &Automation’ ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการบริหารต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ’ คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท
ส่วนโครงการ LSPE เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผนคาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท
2.ผลักดัน ‘สินค้ากรีน – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าพร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ
3.เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง PTTGC และ SCGC เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก
ทั้งนี้ ผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องรวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/69
4.ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ‘SCG Cleanergy’ ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้าเพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero%20copy.jpg)
ยอดนิยม
JMART งบ Q2 กำไรโต 91% หนุนครึ่งปีมีกำไรสุทธิ 375 ลบ. ล่าสุดบุ๊กกำไร "สุกี้ตี๋น้อย" 100 ล้าน
HANA-GUNKUL เงินไหลเข้า 500 ลบ. หลัง MSCI ปรับพอร์ตลงทุน ฟาก CPN สุดช้ำ! โดนแรงขาย 1,000 ล้าน
“แอมป์ พิธาน” รับจุกๆ ได้เงินปันผลจากหุ้น KCE มูลค่ากว่า 112 ล้านบาท
ลุ้น KBANK มีปันผลพิเศษ หลังเงินเหลือจากซื้อหุ้นคืน 5.32 พันลบ. โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” ให้เป้า 300 บาท