รายงานพิเศษ : TFG ปี 69 กำไรโตแกร่ง ยอดขายค้าปลีกพุ่ง-ต้นทุนลด 2 โบรกฯผสานเสียงเคาะ “ซื้อ”

บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ผลงานไตรมาส4/68 และปี69 ยังคงเติบโตได้แข็งแกร่ง จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง และยอดขายสินค้าจากร้านค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น ส่วนประเด็น ESG ตลาดกังวลไปพอสมควรแล้ว ซึ่งไม่ได้กระทบการดำเนินงานภายในของบริษัท โบรกเกอร์หนุนซื้อ คาด dividend yield สูงถึง 10%
บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์หุ้น บมจ. ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป หรือ TFG โดยคาดว่า TFG จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ที่ 1.4 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 56% ช่วงเดียวกัน แต่ลดลง 20% จากไตรมาสก่อน) กำไรที่เติบโตเด่น มาจาก margin รวมดีขึ้นจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงและ margin สินค้าขายปลีกที่สูงขึ้น
แต่ที่กำไรลดลงจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการบันทึกผลขาดทุนจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ชีวภาพ (biological asset losses) มากขึ้นตามราคาหมูทั้งในไทยและเวียดนามลดลง แต่หากตัดรายการ biological asset losses นี้ออกไป กำไรหลักไตรมาส 4/68 จะอยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกัน แต่ลดลง 11% ไตรมาสก่อน) กรณีที่กำไรไตรมาส 4/68 เป็นตามเราคาด กำไรสุทธิทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 7.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 145% จากปีก่อน ใกล้เคียงกับประมาณการปี 2568
ในด้านรายได้ไตรมาส 4/68 คาดอยู่ที่ 1.82 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกัน และทรงตัวจากไตรมาสก่อน หนุนจากยอดขายสินค้าปลีกที่แข็งแกร่ง แต่ที่รายได้ทรงตัว เป็นเพราะสัดส่วนรายได้จากร้านค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นถูกฉุดด้วยราคาจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ลดลง ขณะที่ ยอดขายร้านค้าปลีกคาดเพิ่มขึ้น 7.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% ช่วงเดียวกันและ 10%จากไตรมาสก่อน จากอัตราการเติบโตของรายได้ในสาขาเดิม (SSSG) ที่ 5% และการขยายสาขารวมเป็น 615 สาขา เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันและ 15% จากไตรมาสก่อน
ส่วน Blended อัตรากำไรขั้นต้นคาดเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันมาอยู่ที่ 18.5% จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงและ margin ของสินค้าขายปลีกที่สูงขึ้น แต่คาดแผ่วลงจากไตรมาสก่อน จากราคาหมูอ่อนตัวลงกลบประโยชน์จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง นอกจากนี้ ในไตรมาส 4/68 คาดว่าบริษัทจะบันทึกรายการ biological asset loss ราว 100 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนฯ 111 ล้านบาท ในไตรมาส 4/67 และ 25 ล้านบาทในไตรมาส 3/68
ปัจจุบันบล.เคจีไอยังคงมอง TFG เป็นบวกในระยะยาวจากการขยายสาขาค้าปลีกได้ผลดีต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยลดความผันผวนของ margin โดยคาดว่า บริษัทจะขยายร้านค้าปลีกรวมปี 2569 อยู่ที่ 850 สาขา เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกัน เทียบกับสมมติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมของเราอยู่ราว 800 สาขา ส่วนในระยะสั้น หลังราคาหมูฟื้นตัวแรง เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน ในไทยและในเวียดนาม เพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสก่อน ในเบื้องต้น คาดกำไร 1/69 จะเติบโตเด่นจากไตรมาสก่อนแต่อาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกัน
ดังนั้นจึงคงประมาณการกำไรปี 2569-2570 แต่ de-rating PE ลงที่ 5.5 เท่า จาก 7.0 เท่า เพื่อสะท้อนประเด็น ESG ล่าสุดทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ต่ำลงที่ 5.60 บาท ซึ่งเป็น PE ที่ต่ำสุดในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (เทียบกับ BTG ที่ 7.5 เท่า และ GFPT ที่ 6.0 เท่า) ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากมองว่าตลาดได้รับรู้ประเด็น ESG ไปมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/69 ยังคงแข็งแกร่ง และคาดให้ dividend yield สูงน่าสนใจราว 10%
ด้านบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดกำไรปกติไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 1,456 ลบ. ลดลง 14.5% จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น18.2% จากช่วงเดียวกัน โดยชะลอลงจากไตรมาสก่อน ตามราคาหมูในประเทศที่ปรับลงเป็น 63 บาท/กก. และราคาหมูเวียดนามปรับลงราว 20% เช่นกันอยู่ที่ 50,000 ดอง/กก.
อย่างไรก็ตาม รายได้ธุรกิจ Fresh Shop ยังเติบโตได้ตามแผนการขยายสาขา และปริมาณขายที่สูงขึ้น โดยจำนวนสาขาสิ้นปีอยู่ที่ 615 สาขา เพิ่มขึ้นจาก 533 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 3/68 เป็นปัจจัยหนุนให้ผลประกอบการยังเติบโตได้จากช่วงเดียวกัน ขณะที่ราคาต้นทุนวัตถุดิบลดลงช่วยชดเชยให้อัตรากำไรขั้นต้นชะลอลงเพียงเล็กน้อย แม้ราคาขายเฉลี่ยจะลดลงคาดมาอยู่ที่ 18.2%
หากกำไรไตรมาส 4/68 ใกล้เคียงที่เราคาดจะทำให้ประมาณการกำไรปกติปี 2568 ของเราที่ 8,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้น126.7% จากปีก่อน มี Downside ราว 5% อย่างไรก็ตาม คาดกำไรไตรมาส 4/68 จะเป็น Bottom แล้ว และปัจจุบันเห็นสัญญาณบวกของราคาขายเฉลี่ยทั้งหมูไทย และเวียดนามที่ฟื้นขึ้นเด่น
โดยหมูไทยปรับขึ้นมาที่ 65 –70 บาท/กก. หมูเวียดนามอยู่ที่ 75,000 ดอง/กก. และคาดมีแนวโน้มปรับขึ้นอีกในเดือน ก.พ. จากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีนหนุน Demand เนื้อสัตว์ ขณะที่การส่งออกไก่ยังมีแนวโน้มที่ดีแต่อาจโดนกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าบ้าง แต่บริษัทมีการปรับชดเชยราคาขายเฉลี่ยขึ้น เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
ส่วนต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับลดลงต่อหลังราคากากถั่วเหลืองทยอยปรับลง นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าขยายสาขา Fresh Shop เพิ่มเป็น 850 สาขา ภายในสิ้นปี 2569 คาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 เบื้องต้นในกรอบ 1,700 –1,900 ลบ. เติบโตจากไตรมาสก่อน แต่ชะลอลงจากช่วงเดียวกัน และคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่5,431 ลบ. ลดลง 35.0% จากปีก่อน
คาดเงินปันผลงวดไตรมาส 4/68 ที่ 0.32 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Div. Yield 6.7%และคาดเงินปันผลปี 2026 อีกที่ระดับ 10% ช่วยจำกัด Downside risk ของราคาหุ้น อย่างไรก็ตามปรับลดราคาเหมาะสมสิ้นปี 2569 ลงจาก 6.50 เป็น 6.30 บาท/หุ้น (จากการปรับลด Premium ในการประเมินมูลค่าจาก ESG Ratingออกจากเดิมที่ 2%)
ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน P/E ที่เพียง 5.1 เท่า ต่ำที่สุดในกลุ่ม มองว่าราคาสะท้อนปัจจัยลบประเด็นด้าน ESG ที่ตลาดกังวลไปพอสมควรแล้ว ซึ่งไม่ได้กระทบต่อการดำเนินงานภายในของบริษัท เราคงคำแนะนำ “ซื้อ”