จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : TIDLOR คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น ส่วนต่างสินเชื่อโต- D/Eลดลง ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside แนะซื้อ


02 กุมภาพันธ์ 2569

TIDLOR รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

2 โบรกเกอร์ประสานเสียง แนะนำ บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) คาดรักษาคุณภาพสินทรัพย์ , credit cost , spread สินเชื่อดีขึ้น , D/E และ หนี้ NPL มีแนวโน้มลดลง

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิในไตรมาส4/68 ของบมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) จะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 1% จาดไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อน  ซึ่งคาดว่ากำไรที่ลดลงจากไตรมาสก่อน จะสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายสำรองฯ (credit cost) ที่น่าจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/68 ในขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จากปีก่อน จะมาจากการขยายตัวของสินเชื่อที่หนุนให้ NII เพิ่มขึ้น 8% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และรวมถึงค่าใช้จ่ายสำรองฯ (credit cost) ลดลง ทั้งนี้ เมื่ออิงตามประมาณการกำไรในไตรมาส4/68 กำไรสุทธิเต็มปีน่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมของเราประมาณ 5%  

ขณะที่ TIDLOR ระบุว่า สินเชื่อขยายตัวอยู่ในช่วงประมาณ 2-3% จากไตรมาสก่อน และ ประมาณ 6% จากปีก่อน ในไตรมาส 4/68 ซึ่งสินเชื่อใหม่ส่วนใหญ่จะมาจากสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ มากกว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ ส่วนสินเชื่อรถบรรทุกน่าจะขยายตัวน้อยลง จากนโยบายการปล่อยกู้อย่างระมัดระวัง ในขณะเดียวกัน ต้นทุนการระดมเงินน่าจะลดลงเล็กน้อยเพราะมีการออกหุ้นกู้ เพียง 3 พันล้านบาท ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) ที่ 3% ใน ไตรมาส 4/68 (ต่ำกว่าต้นทุนการระดมเงินในปัจจุบันที่ 3.3%) ซึ่ง ณ จุดนี้ เราใช้สมมติฐานว่าต้นทุนการระดมเงินใน ไตรมาส 4/68 จะลดลงประมาณ 10bps จากไตรมาสก่อน และ 20bps จากปีก่อน  

ส่วนรายได้จากประกัน TIDLOR บอกว่า ได้ค่านายหน้าประกันเพิ่มในไตรมาสที่สี่จากผลของปัจจัยฤดูกาล เราคาดว่าค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 18% จากไตรมาสก่อน และ 6% จากปีก่อน ในไตรมาส 4/68 และ จะเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2568 เราคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับรายได้ โดยเราใช้สมมติฐานสัดส่วน C/I ในไตรมาส 4/68 ที่ 56% (เท่ากับในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจาก 61% ในไตรมาส 4/67) และ ในปี 2568 ที่ 55%  

หลังจากที่ credit cost ต่ำในไตรมาส 368 เพราะมีการนำลูกค้าที่ประสบปัญหาเข้าโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” บริษัทส่งสัญญาณว่า credit cost จะกลับมาอยู่ระดับปกติในไตรมาส 4/68 ซึ่ง ณ จุดนี้ เราใช้สมมติฐาน credit cost ใน ไตรมาส 4/68 ที่ 2.6% (เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในไตรมาส 3/68) และ ในปี 2568F ที่ประมาณ 2.6% ในขณะเดียวกัน เราคาดว่าสัดส่วน NPL จะยังคงมีแนวโน้มลดลง และ สัดส่วน NPL coverage จะยังแข็งแกร่งที่ >260% ในไตรมาส 4/68 (จาก 284% ในไตรมาส 3/68) 

ดังนั้นเราแนะนำซื้อ เพื่อสะท้อนถึงความสามารถในการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ และ credit cost ที่นิ่งขึ้นในปี 2569F, spread สินเชื่อที่ดีขึ้น, D/E ที่ลดลง ซึ่งอาจทำให้จ่ายปันผลได้ในอัตราที่สูงขึ้น เรายังคงราคาเป้าหมายปี 2569F ที่ 23.5 บาท (PE ที่ 12x) 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 1,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.1%จากปีก่อน ลดลง 8.6%จากไตรมาสก่อน มาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อ การตั้งสำรองที่คาดว่าจะคงที่และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

ขณะที่ แนวโน้มปี 69 คาดกำไรเติบโตราว 10.61% จากปีก่อน จากสมมติฐานสินเชื่อที่เติบโต 15% จากปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้คาดทรงตัว YoY จากการควบคุมคุณภาพหนี้และสำรองส่วนเกินที่อยู่ในระดับสูง

คาดแนวโน้มกำไรปี 69 เติบโตได้ราว 10.61% จากปีก่อน ภายใต้สมมติฐานสินเชื่อเติบโต 15% จากปีก่อน (เป้าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 10-20%จากปีก่อน) ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้คาดทรงตัวจากปีก่อน โดยเราคาด Credit Cost ที่ 2.50%  ด้วยประมาณการดังกล่าว เราจึงให้ราคาเป้าหมายปี 2026 ที่ 25.00 บาท (อิง PBV ที่ 1.6 เท่า ตาม Gordon Growth Model) ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside จึงแนะนำ “ซื้อ”