จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : NER ผลงานโดดเด่น กยท.เร่งหามาตรการดันราคายาง กระตุ้นกำไรโตยั่งยืน


30 มกราคม 2569

NER รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

กยท.เร่งแก้ปัญหายางพาราพร้อมวางแนวทางยกระดับราคา กระตุ้นผลงาน บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เติบโตยั่งยืน ปี 2566 ผลผลิตยางพาราธรรมชาติทั่วโลกมีปริมาณทั้งสิ้น 14.8 ล้านตัน โดยประเทศไทยมีผลผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 34.9% ของผลผลิตโลก รองลงมา ได้แก่ อินโดนีเซีย โกตดิวัวร์ เวียดนาม อินเดีย และจีน ตามลำดับ

ช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สถานการณ์ราคายางพารามีความผันผวนมาก ซึ่งนายเพิก เลิศวังพง รักษาการแทน ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุ จะเร่งกำหนดแนวทางยกระดับราคายาง ลดความผันผวน พร้อมวางมาตรการเพิ่มเสถียรภาพราคาอย่างยั่งยืน

ซึ่งในอดีตราคายางพาราในประเทศอาจมีการผันผวนบ้าง เนื่องจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ มีผลต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กยท. ได้ติดตามสถานการณ์ พร้อมเตรียมมาตรการเบื้องต้นเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านราคาและปริมาณผลผลิตยางในระบบ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อราคายาง ได้แก่ ความต้องการใช้ยางในภาคอุตสาหกรรม, แนวโน้มเศรษฐกิจระหว่างประเทศ, พฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

ทางด้านปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ ระดับราคายางของตลาดในแต่ละพื้นที่ การรับซื้อของผู้ประกอบการและความจำเป็นในการพัฒนากลไกด้านการสื่อสารให้ทุกภาคส่วนเข้าใจตรงกัน รวมไปถึงภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด ก็ถือเป็นปัจจัยที่ยังส่งผลกระทบต่อผลผลิตและการขนส่งยางพาราในพื้นที่หลายจังหวัด

นายเพิก ระบุ กยท.จะเร่งพิจารณามาตรการแก้ปัญหาในสินค้ายางทุกประเภททั้งน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นดิบ และยางแท่ง เพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนและสามารถนำเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขสถานการณ์ราคายางทั้งระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม กยท. ยังเป็นให้ความสำคัญและคำนึงถึงเศรษฐกิจและการส่งออกด้านยางพาราในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ และยังคงดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ของ กยท. ลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายอย่างต่อเนื่องเพื่อวางแผนฟื้นฟูให้ภาคการเกษตรและภาคการผลิตกลับมาดำเนินงานได้โดยเร็ว

ในแวดวงอุตสาหกรรมยางพารา ชื่อของ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ติดอยู่ในอันดับต้นๆ เนื่องจากดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง 

ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า NER ยังคงเป้าการขายทั้งปีที่ระดับ 470,000 ตัน โดยในช่วง 9M25 ทำได้ 351,412 ตัน ซึ่งในช่วงไตรมาส 4/68 NER คาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้ในระดับ 120,000 ตัน โดยส่วนหนึ่งเป็นลูกค้าใหม่จากอินเดีย และลูกค้าจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่มีการมาว่าจ้าง NER ผลิตยางแท่งให้ เดือนละประมาณ 10,000-15,000 ตัน 

ส่วนการสร้างโรงงานยางแท่งแห่งที่ 3 ทาง NER คาดว่าจะเสร็จในช่วงไตรมาส 3/69 สาเหตุที่ตัดสินใจเริ่มก่อสร้างเนื่องจากต้องการรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าอินเดียที่ปัจจุบันมีเข้ามาแล้ว 3 ราย รวมกับการว่าจ้างผลิตจากทาง กยท. ด้วย 

ทั้งนี้กำไรสุทธิในช่วง9 เดือนของปี 68 คิดเป็นสัดส่วน 80% ของกำไรสุทธิในปี 68 ที่ประเมินไว้ และจากแนวโน้มในช่วงไตรมาส 4/68 ที่คาดปริมาณขายเพิ่มขึ้นเราจึงยังคงเป้ากำไรสุทธิทั้งปีไว้เท่าเดิมก่อนที่ 1,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้น13% จากปีก่อน โดยยังไม่ได้รวมเงินประกันเหตุไฟไหม้ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 180 ล้านบาท

คำแนะนำการลงทุนจากแนวโน้มการขายในช่วงไตรรมาส 4/68 ที่คาดว่าจะดีขึ้นทั้งปริมาณและราคาขาย และเงินปันผลที่คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 68 จะจ่ายอีกประมาณ 0.35 บาท คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 8% ทำให้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดิมและประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 6.25 บาท (6.2XPER’25E)

NER