สัมภาษณ์พิเศษ : INSET ยืนหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รับเมกะเทรนด์ AI–Data Center หนุนรายได้เติบโตแข็งแกร่ง

บทบาทของ AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการเติบโตของ Data Center ส่งผลดีต่อ บมจ.อินฟราเซท (INSET) ผู้เชี่ยวชาญโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และงานที่มีความซับซ้อนสูงมากน้อยแค่ไหน เราไปติดตามมุมมองนี้กับ นายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินฟราเซท (INSET)
ธุรกิจของ INSET มีอะไรบ้าง
บริษัทประกอบธุรกิจหลัก 5 ประเภท ได้แก่
1. ธุรกิจก่อสร้าง Data Center เป็นธุรกิจหลักที่สร้างชื่อเสียงให้บริษัท โดยเน้นการวางระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร (M&E) ซึ่งมีมูลค่างานระบบสูงถึง 60% ของงบประมาณการก่อสร้างทั้งหมด
2. ธุรกิจ System Integration (SI) ด้านโทรคมนาคม ให้บริการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ทั้งแก่ภาครัฐและเอกชน
3. ธุรกิจรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) เป็นงานบริการบำรุงรักษา (Maintenance Service) หลังจากที่การก่อสร้าง Data Center หรือวางระบบ SI เสร็จสิ้นแล้ว
4. ธุรกิจ Trading การซื้อมาขายไปอุปกรณ์ทางด้านโทรคมนาคม
5. ธุรกิจแอปพลิเคชัน ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชันว่า “บุญปลูก (Boon Plook)”
สัดส่วนรายได้ของแต่ละธุรกิจ
1. ธุรกิจ Data Center มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 65-70% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด
2. ธุรกิจ SI ด้านโทรคมนาคม มีสัดส่วนประมาณ 15-16%
3. ธุรกิจรายได้ต่อเนื่อง (Maintenance) เดิมมีสัดส่วนประมาณ 12-13% แต่ปัจจุบันตัวเลขเปอร์เซ็นต์อาจดูลดลงเล็กน้อย เนื่องจากยอดรายได้รวมของบริษัทขยายตัวสูงขึ้นมากจากโครงการ Data Center แต่ในด้านของมูลค่า (Volume) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
4. ธุรกิจอื่น ๆ (Trading และ แอปพลิเคชัน) คิดเป็นสัดส่วนรวมกันประมาณ 2-3%
แนวโน้มธุรกิจปี69
เชื่อว่ายังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยไตรมาสแรกมีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 624 โครงการ มีเม็ดเงินลงทุน 1 ล้านล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึง 8 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นงานดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์เซอร์วิส จะส่งผลดีต่อบริษัท เพราะมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจดังกล่าว
จุดแข็งของบริษัทคืออะไร
บริษัทมีจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า คือ ผลงานอ้างอิง (Reference) ที่ยาวนานเกือบ 20 ปี และบุคลากรที่ได้รับใบรับรองมาตรฐานระดับสากล เช่น Up Time Certificate รวมถึงคะแนน ESG ที่ดี ซึ่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
งานในมือ (Backlog) มีเท่าไรและเป็นโครงการอะไรบ้าง
ปัจจุบัน INSET มีมูลค่า Backlog อยู่ที่ประมาณ 5,030 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้าง Data Center ปัจจุบันบริษัทมีโครงการก่อสร้าง Data Center ที่อยู่ระหว่างดำเนินการประมาณ 5-6 ไซต์งาน โดยกลุ่มลูกค้าหลัก เป็นการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่ม Hyper Scale ที่เป็นผู้ให้บริการรายใหญ่จากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยบริษัทจะเน้นงานด้านระบบวิศวกรรม (M&E) ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 60% ของมูลค่างานก่อสร้างทั้งหมด และนอกเหนือจากงานที่มีอยู่ในมือแล้ว บริษัทยังมีงานที่ยู่ระหว่างรอผลการประมูล (Bidding) อีกประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Backlog ในอนาคต
แผนการขยายธุรกิจใหม่
การขยายธุรกิจใหม่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและเตรียมการ โดยจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ Data Center เน้นไปที่การให้บริการที่สามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมให้มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทในอนาคต
หากกล่าวถึง Data Center ปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยดึงดูดนักลงทุน
1. ความมั่นคงและปริมาณไฟฟ้าสำรอง ประเทศไทยมี ไฟฟ้าสำรองสูงถึง 36% เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีอยู่ประมาณ 15% และไทยยังได้รับการยอมรับว่ามี เสถียรภาพทางไฟฟ้าดีที่สุดในกลุ่ม CLMV (ดีกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียในบางด้าน)
2. ต้นทุนพลังงานและแรงงาน แม้ราคาค่าไฟอาจมีการปรับเปลี่ยน แต่ยังถือว่าถูกกว่าในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา
3. การจ้างบุคลากรไอทีในไทยยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการนำคนของบริษัทข้ามชาติเข้ามาเอง
4. มูลค่าการลงทุน การลงทุนใน Data Center มีมูลค่าสูงมาก โดยประมาณการว่า 1 เมกะวัตต์ (MW) ต้องใช้เงินลงทุนถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และแต่ละโครงการมักสร้างขนาด 100-200 เมกะวัตต์
การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนและโซลาร์เซลล์มีความแตกต่างกันอย่างไร
ต้องยอมรับว่า ธุรกิจ Data Center ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมากกว่าธุรกิจประเภทอื่น ซี่งศักยภาพด้านพลังงานสะอาดจากเขื่อน ของไทยมีข้อได้เปรียบจากการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด (Renewable Energy) ที่มีความเสถียรสูงและผลิตได้ปริมาณมาก ซึ่งต่างจากพลังงานโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟได้เพียงครึ่งวันและต้องใช้พื้นที่มหาศาล จึงไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยง Data Center ตลอด 24 ชั่วโมง
ทำให้นักลงทุนระดับโลกพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนและยอมจ่ายค่าไฟในราคาที่สูงขึ้น เพื่อให้ได้ใช้พลังงานสะอาดตามเกณฑ์มาตรฐานสากล
ทำไมไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ถึงไม่เหมาะกับ Data Center
เนื่องจาก 1. มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เพราะโซลาร์เซลล์ต้องใช้พื้นที่มหาศาลในการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของ Data Center เช่น หากต้องการผลิตไฟฟ้า 150 เมกะวัตต์ จะต้องใช้ที่ดินถึง 150 ไร่ ซึ่งถือว่าใช้พื้นที่ขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟจริง
2. ระยะเวลาการผลิตไฟฟ้าไม่ต่อเนื่อง โซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง "ครึ่งวัน" (เฉพาะช่วงที่มีแสงแดด) ในขณะที่ Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่สามารถพึ่งพาพลังงานจากโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียวได้
3. ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล Data Center ขนาดใหญ่มักมีขนาด 100-200 เมกะวัตต์ และเมื่อรวมการใช้งานจริง (โหลดไอทีรวมกับระบบหล่อเย็นและอื่น ๆ) ปริมาณการใช้ไฟจริงจะสูงกว่าตัวเลขที่ระบุไว้ถึง 1.5 เท่า (เช่น บอกว่า 100 เมกะวัตต์ แต่อาจใช้จริงถึง 150 เมกะวัตต์) ซึ่งพลังงานจากโซลาร์เซลล์มีปริมาณน้อยเกินไปที่จะรองรับโหลดขนาดนี้ได้
4. ต้นทุนที่ดิน ราคาที่ดินในทำเลที่เหมาะสมมักจะ แพงเกินกว่าความคุ้มค่า ในการนำมาทำโครงการโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่เพื่อป้อน Data Center
แนวทางการคิดค่าไฟฟ้าในธุรกิจ Data Center กระทบการตัดสินใจลงทุนหรือไม่
เชื่อว่าไม่มีผลกระทบ เนื่องจากสาเหตุที่นักลงทุนรายใหญ่ (Global Players) ในกลุ่ม Data Center และ AI ยอมจ่ายค่าไฟแพงขึ้น เพื่อให้ได้ใช้พลังงานสะอาด (Renewable Energy) มีปัจจัยหลักจาก
1. ความต้องการพลังงานสะอาดเป็นเงื่อนไขหลัก ซึ่งนักลงทุนระดับโลกเหล่านี้มีความต้องการซื้อและใช้พลังงานหมุนเวียนในปริมาณมาก (Renewable Energy) เพื่อตอบโจทย์นโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัท
2. ต้นทุนไฟฟ้าในไทยยังคงแข่งขันได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ที่อาจต้องจ่ายค่าไฟสูงถึง 10 บาท แต่ในไทยค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 4.50 - 5.00 บาท ดังนั้นแม้จะมีการปรับราคาขึ้นเพื่อพลังงานสะอาด นักลงทุนก็ยังมองว่ายอมรับได้และไม่เดือดร้อนเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าด้านอื่น