รายงานพิเศษ : TEGH โตแกร่งหลังเข้าตลาด 4 ปี ขยับอันดับ Fortune SEA 500 ต่อเนื่อง ตอกย้ำศักยภาพธุรกิจหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน

เพียง 4 ปีหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ TEGH เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดขยับอันดับ Fortune Southeast Asia 500 จากอันดับ 461 ขึ้นสู่อันดับ 405 สะท้อนศักยภาพการแข่งขัน ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และการเติบโตบนพื้นฐานความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมต่อยอดโอกาสการเติบโตในระยะยาว
นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2565 บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ใช้เวลาเพียงราว 4 ปีในการสร้างพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลประกอบการ การขยายธุรกิจ และการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน จนได้รับการยอมรับจากเวทีธุรกิจระดับภูมิภาคอย่าง Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมขยับอันดับจาก 461 ในปี 2568 มาอยู่ที่อันดับ 405 ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้เติบโตเพียงด้านรายได้ แต่ยังสามารถยกระดับศักยภาพการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง
การเลื่อนอันดับขึ้นถึง 56 อันดับภายในปีเดียว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ความแข็งแกร่งของฐานรายได้ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผล ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ต้นทุนการผลิต และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การที่บริษัทสามารถยกระดับอันดับได้อย่างต่อเนื่อง จึงสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและสร้างการเติบโตได้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของหลายธุรกิจในภูมิภาค
สำหรับนักลงทุน การได้รับการจัดอันดับจาก Fortune ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนคุณภาพของกิจการในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากการจัดอันดับดังกล่าวอ้างอิงจากรายได้ของบริษัทขนาดใหญ่ใน 7 ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับมีโอกาสเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพิ่มความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น สถาบันการเงิน คู่ค้า รวมถึงนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ TEGH โดดเด่น คือการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด "Sustainability to Prosperity" ผ่านโมเดล Thai Eastern Symbiosis ซึ่งผสานการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
โดยเชื่อมโยงธุรกิจยางธรรมชาติ ปาล์มน้ำมัน การบริหารจัดการกากอินทรีย์ และการผลิตพลังงานชีวภาพเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ช่วยใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสีย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน
โมเดลธุรกิจดังกล่าว ยังช่วยให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากสามารถสร้างรายได้จากหลายธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน ลดความผันผวนจากการพึ่งพารายได้เพียงธุรกิจเดียว พร้อมรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
ดังนั้นการได้รับการจัดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 โดยมีอันดับที่สูงขึ้น จึงเป็นมากกว่าความสำเร็จด้านชื่อเสียง แต่เป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโต คุณภาพของผลประกอบการ ความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจ และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของตลาดทุน ยกระดับการรับรู้ของบริษัทในระดับภูมิภาค และสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจ รวมถึงการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว