เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


THE DARK NEWS

  • 2019-04-28 11:14:33
  • 2254

Noble ลับ-ลวง-พราง ซื้อหุ้นไม่ต้องทำเทนเดอร์

Noble ลับ-ลวง-พราง ซื้อหุ้นไม่ต้องทำเทนเดอร์

BY...อีหล่าน้อย

ข่าวการเปลี่ยนแปลงจากผลของการซื้อขายหุ้นครั้งใหญ่ในบริษัท.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัดมหาชน) หรือ NOBLE มูลค่า 2,566.54 ล้านบาท โดยไม่ต้องทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ ล่าสุด ต่างอะไรกับการซื้อขายครั้งใหญ่กว่ามูลค่าใกล้เคียงกันกว่า  2,500 ล้านบาท เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ที่มีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์พอเป็นพิธี อย่างไรบ้าง

คำตอบอยู่ในรายละเอียดที่ซับซ้อนซึ่งต้องถอดรหัสยุ่งยากพอสมควร 

เมื่อปีก่อน นายกิตติ ธนากิจอำนวย ทุ่มเงินซื้อกองทุน  nCrowne Pte.Ltd. ที่ตั้งขึ้นในสิงคโปร์ โดยนายกิตติเองทุ่มเงินซื้อหุ้นคิดเป็น 26.31% ทำให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 34.27% จากเดิม 7.96% และ nCrowne จะเข้าถือหุ้น 22.83%

การซื้อหุ้นดังกล่าว เป็นการซื้อจากผู้ถือหุ้นเดิม Mr.Stephane Michale Rosales ทั้งหมด โดยระบุว่า ซื้อขายกันที่ราคาหุ้นละ 12.25 บาท แต่ไม่ได้มีการระบุเงื่อนไขกำกับอื่นๆตามมา

ดีลใหญ่ครั้งนั้น มีผลให้การถือครองหุ้นNOBLE เกินกว่า50% ในกำมือของ Mr.Stephane Michale Rosales สัญชาติเม็กซิกัน แต่มีถิ่นที่อยู่ในฮ่องกง(ที่รับช่วงโอนต่อมาจากกลุ่มนิติบุคคลเดิม Esteemed Network Group จดทะเบียนในบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ (BVI) ที่ยากจะสืบค้นเจ้าของที่แท้จริง โดยนาย Stephane แจ้งข้อมูลต่อ ก.ล.ต.เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2560 ว่ารับโอนมาจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 2 รายการ)จบสิ้นลง

ผลของการทุ่มเงินครั้งนั้นทำให้ Esteemed Network Group (ซึ่งรับโอนหุ้นต่อมาจากกงสีของตระกูลณรงค์เดช (กลุ่ม KPN) แล้วเก็บหุ้นเพิ่มจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่งจนสร้างแรงกดดันเป็นปฏิบัติการเพิ่นทุนแบบ"ลักหลับ"เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 อันอื้อฉาว จนศาลแพ่งกรุงเทพเมื่อปี 2557 สั่งเป็นโมฆะมาแล้ว)ที่เป็นตัวแทนของ”ไอ้โม่ง”(ซึ่งรับรู้กันไม่กี่คนระหว่างกลุ่มนายกิตติ และ "ไอ้โม่ง" ดังกล่าว)ตัดขาดจากNOBLE เบ็ดเสร็จ

ผลลัพธ์ภายหลังการทำรายการดังกล่าว ทำให้โครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป โดยที่นายกิตติจะเข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 34.27% จากเดิม 7.96% และ nCrowne จะเข้าถือหุ้น 22.83% ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ จะลดสัดส่วนหุ้นเหลือ 42.91% จากเดิม 69.21%

พร้อมในเวลาเดียวกัน นายกิตติ และ nCrowne ได้แจ้งประกาศเจตนาในการเข้าซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการ NOBLE ราคาที่เสนอซื้อ 12.25 บาท/หุ้น ซึ่งผลลัพธ์ของการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์และการขยับอีกเล็กน้อย ทำให้สัดส่วนการถือครองของนายกิตติในNOBLEเป็นมีสัดส่วนรวมหลังซื้อ 48.46% และฝ่าย nCrowne Pte.Ltd. ถือเพิ่มหุ้นเป็น 24.90%

หลังดีลจบลงกลางปีก่อน พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารสำคัญคือการแต่งตั้งนาย แฟรงค์ ฟง คึ่น เหลียง ตัวแทนของ nCrowne Pte.Ltd.  เป็นรองประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ข่าวคราวของNOBLEก็เงียบลงไป ยกเว้นข่าวที่น่าจดจำตามมา 3 กรณีด้วยกันคือ

- การจ่ายเงินปันผลพิเศษระหว่างกาลมากกว่าปกติประจำไตรมาสที่สาม ปี 2561 ในอัตรา 6.9 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นเงินปันผลในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา โดยอ้างเหตุผลข้างๆคูๆว่า ประการแรกบริษัทฯ ต้องการที่จะตอบแทนผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เนื่องจากในช่วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสะสมต่อกำไรสุทธิเพียง 16% เมื่อเทียบกับการจ่ายเงินปันผลในอุตสาหกรรมที่อยู่ในอัตราประมาณ 48% ทำให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และการที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดขายเพื่อรับรู้รายได้ในอนาคตเมื่อสิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2561 เป็นจำนวนถึง 16,800 ล้านบาทและยอดขายดังกล่าวจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 เป็นต้นไป

- เดือนพฤศจิกายน 2561 ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร NOBLE ที่ "BBB" และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับ "BBB-" โดยแนวโน้มอันดับเครดิตสะท้อนถึงแบรนด์สินค้าของบริษัทซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงบนหุ้นกู้ที่ "BBB-" แนวโน้ม "Stable" ระบุว่า อันดับเครดิตไม่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทเนื่องจากผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มเดิม

- ผลประกอบการสิ้นงวดปี 2561 ที่ประกาศเดือนมีนาคมที่ผ่านมาต่ำผิดคาด กำไรสุทธิลดฮวบลงน่าใจหายเกินกว่าครึ่งของปีก่อน จากเดิม 2,205.67 ล้านบาท เหลือเพียง 986.97 ล้านบาท หรือ จากกำไรต่อหุ้นเดิม 4.83 บาท เหลือหุ้นละ 2.16 บาท ย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวอ้างตอนจ่ายปันผลพิเศษไตรมาสสาม จนมีผลทำให้เกิดข้ออ้างงดจ่ายเงินปันผลปกติ ทั้งที่สามารถจ่ายปันผลได้เพราะมีกำไรสะสมก่อนจัดสรรยังเหลืออีก 6,371.57 ล้านบาท ไม่ได้ร่อยหรอลงจากการจ่ายปันผลพิเศษก่อนหน้า

ดีลซื้อขายหุ้นล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แตกต่างออกไปจากปีก่อนมาก แสดงให้เห็นการพยายามจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีลักษณะแปลกจากเดิม โดยมีปรากฏการณ์ของดีลที่น่าสนใจ ดังนี้

-เป็นการทำบิ๊กล็อต 12 รายการ เป็นการทำรายการรวมทั้งสิ้น 196.82 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 13.04 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 2,566.54 ล้านบาท คิดเป็น 43.12% ของทุนชำระแล้วที่มี 456.47 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 3.00 บาท 

      - มีการออกแบบอย่างละเอียดรอบคอบ ทำให้หลังดีลจบ ไม่ต้องมีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ โดย 4 ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัท ถือหุ้นต่ำกว่า 25%ทั้งสิ้นได้แก่ 1. nCrowne Pte. Ltd. ถือครองหุ้นลดลงจาดสัดส่วนเดิม 24.90% เหลือ 23.70% 2. นายธงชัย บุศราพันธ์ หลานชายนายกิตติ อดีตกรรมการผู้จัดการ กลับเข้าถือหุ้น 23.32% นายกิตติลดการถือครองหุ้นลงจาก 48.46% เหลือแค่18.86% และพันธมิตรใหม่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTSG) ถือครองหุ้น 9.9%โดยอ้างว่าเป็นการลงทุนเพื่อการบริหารเงินออม (Treasury Investment) ของทางกลุ่ม BTS ทำให้ไม่เข้าข่ายการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการตามนัยประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ.12/2554 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ

- เป็นการเปิดตัวทางการครั้งแรกของกองทุนลึกลับที่เคยอ้างว่าเป็นของกลุ่มนายกิตติเองว่าชื่อฟัลครัม โกลบอล แคปิตอล (Fulcrum Global Capital) ซึ่งมีนายแฟรงค์ เหลียง เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด เป็นกองทุน Private Equity ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระหว่างประเทศ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของโลกโดยดูแลโครงการใน สหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น และประเทศไทย เพื่อแสดงตัวว่าเป็นคนละกลุ่มกับนายกิตติ

       หลังประกาศดีล มีการประกาศปรับโครงสร้างการบริหารในNOBLEใหม่ทันที โดยแต่งตั้ง นายธงชัย บุศราพันธ์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม คนที่ 1 และดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของโนเบิลฯ ดูแลการดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและตึกสูงของโนเบิลฯ ส่วน นายแฟรงค์ เหลียง ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม คนที่ 2 จะร่วมบริหารงานในภาพรวมด้วยกัน โดยจะเน้นเรื่องการดำเนินการการตลาดและการลงทุนในต่างประเทศ

การแต่งตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการหวนคืนอย่างยิ่งใหญ่ของนายธงชัย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ และกรรมการของบริษัทโนเบิลฯ ระหว่างปี 2535 ถึง ปี 2555 อีกครั้ง หลังจากที่ออกจากNOBLEไปหลายปี เพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับกลุ่มลิปตพัลลภ

      ทีมผู้บริหารใหม่(แต่มือเก๋า)ภายใต้นายธงชัย โดยที่ไร้ตำแหน่งให้(แต่ยังเหลือเงา)ผู้ก่อตั้งอย่างนายกิตติ จะใช้วิสัยทัศน์และฝีมือที่จะพัฒนาธุรกิจ NOBLE ให้เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจะมีเป้าหมายการเพิ่มยอดรับรู้รายได้ปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ในสามปีข้างหน้า ตามที่แถลงตอน”ข้าวใหม่ปลามัน”เป็นเรื่องต้องการเวลาพิสูจน์ว่าดีลล่าสุดนี้จะเป็นทุกขลาภ หรือขุมทองแมคเคนน่ากันแน่


  • ผู้โพสต์ kaweephol2
  • 2019-04-28 11:14:33
  • 2254

ผู้สนับสนุน