Smart Investment

ทรัมป์เสียฐานอำนาจ! เดโมแครตยึด 2 สภา ทองโลกทะลุ 4,000 ดอลลาร์ เปิดสถิติ 50 ปี บวกเฉลี่ย 14% หลังเลือกตั้ง


08 พฤศจิกายน 2569

ทรัมป์เสียฐานอำนาจ_info-ปก_0.jpg

Mr.Data

แรงสั่นสะเทือนทางการเมืองสหรัฐฯ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กลับมาสร้างความคึกคักให้ตลาดทองคำโลกอีกครั้ง หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Elections) ปรากฏว่าพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะและกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ดุลอำนาจทางการเมืองในสภาคองเกรสเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มข้อจำกัดต่อการบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้นักลงทุนทั่วโลกกลับมาให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะทองคำที่ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเสี่ยงด้านนโยบายเศรษฐกิจ และทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

ทองโลกทะลุ 4,000 ดอลลาร์ รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ระบุว่า ราคาทองคำโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นภายหลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดยในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 70 ดอลลาร์ หรือเกือบ 2% ทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ปัจจัยสำคัญมาจากชัยชนะของพรรคเดโมแครตทั้งสองสภา ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และมาตรการต่าง ๆ มากขึ้น เนื่องจากต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากฝ่ายตรงข้ามในสภาคองเกรส

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ทองคำ เนื่องจากทองคำซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าลงจึงทำให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อตลาดทองคำเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล งบประมาณกลาโหม ตลอดจนกฎระเบียบของภาคธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัล

โดยเฉพาะความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเผชิญความขัดแย้งในการจัดทำงบประมาณและผลักดันมาตรการทางการคลังในปี 2570 ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังเป็นแรงหนุนทองคำ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ยังไม่ควรมองข้าม คือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายอย่างชัดเจน แม้กาตาร์พยายามเข้ามาเป็นตัวกลางประสานการเจรจาเพื่อยุติสงคราม แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม

ขณะที่สหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะเกชมของอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการตอบโต้ภัยคุกคามต่อเครื่องบินของสหรัฐฯ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นตัวแปรที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

จับตา Fed ขึ้นดอกเบี้ย ตัวแปรสกัดขาขึ้นทองคำ

แม้ปัจจัยทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยสนับสนุนราคาทองคำ แต่ยังมีความเสี่ยงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญ

โดยตลาดยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ซึ่งข้อมูล CME FedWatch ล่าสุดที่มีการรายงานสะท้อนโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 81.2%

หาก Fed เดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง จะทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกันอาจสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำได้

นักลงทุนจึงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน ADP และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed

YLG เปิดสถิติ 50 ปี ทองคำบวก 8 ใน 13 ครั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ย 14%

ด้านบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยข้อมูลสถิติราคาทองคำย้อนหลังจาก Kitco โดยรวบรวมการเคลื่อนไหวของราคาทองคำภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2517 ถึง 2565 รวม 13 ครั้ง พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า

ทองคำปรับขึ้น 8 จาก 13 ครั้ง หรือมากกว่า 60% ของสถิติทั้งหมด โดยราคาทองคำเฉลี่ยในเดือนพฤศจิกายนของปีถัดไปสูงกว่าเดือนพฤศจิกายนในปีที่มีการเลือกตั้ง

ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14% และมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 15% สะท้อนว่าทิศทางราคาทองคำในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมา มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปรับตัวลดลง

การเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุดให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยการเลือกตั้งปี 2561 ราคาทองคำปรับขึ้นประมาณ 20% และการเลือกตั้งปี 2565 ปรับขึ้นประมาณ 15% ในช่วงเปรียบเทียบ 12 เดือนหลังการเลือกตั้ง

กรณีเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภา สถิติย้อนหลังพบว่าราคาทองคำปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15% หลังการเลือกตั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงพรรคที่ครองเสียงข้างมากในอย่างน้อยหนึ่งสภา เทียบกับการปรับขึ้นเฉลี่ย 11% ในกรณีที่ดุลอำนาจไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม YLG เน้นย้ำว่า สถิติในอดีตไม่สามารถใช้ยืนยันผลตอบแทนในอนาคตได้ เนื่องจากราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมในแต่ละช่วงเวลา ทั้งเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

โดยเฉพาะในปี 2517 ราคาทองคำปรับตัวลดลงประมาณ 22% ในช่วง 12 เดือนหลังเลือกตั้ง ขณะที่ปี 2521 ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 90% สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนในแต่ละรอบมีความแตกต่างกันมาก และไม่ควรใช้ตัวเลขเฉลี่ยเป็นเป้าหมายราคาที่รับประกันได้

ทองไทยทะยานต่อ รับอานิสงส์ทองโลก

สำหรับตลาดทองคำในประเทศ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ราคาทองคำมีความผันผวนอย่างหนัก โดยมีการประกาศปรับราคาทั้งหมด 46 ครั้ง ก่อนปิดตลาดด้วยราคาทองคำแท่งรับซื้อ 64,200 บาทต่อบาททองคำ และขายออก 64,400 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อ 62,914 บาท และขายออก 65,200 บาท

ขณะที่ช่วงเปิดตลาดเช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ราคาทองคำไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลที่รายงานระบุว่าทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่ 65,300 บาท และขายออก 65,500 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อ 63,990.36 บาท และขายออก 66,300 บาท

ด้านราคาทองคำ Gold Spot อยู่ที่ประมาณ 4,131 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และค่าเงินบาทอยู่ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ ราคาทองคำในประเทศไม่ได้เคลื่อนไหวตาม Gold Spot เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ด้วย หากเงินบาทอ่อนค่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศ ขณะที่เงินบาทแข็งค่าอาจลดทอนผลบวกจากราคาทองคำโลกได้

จับตาทองคำยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ จุดชี้วัดทิศทางรอบใหม่

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า การที่ราคาทองคำโลกสามารถทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่ยังต้องติดตามว่าราคาจะสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

สำหรับภาพรวมการลงทุนในระยะถัดไป มี 4 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.การเมืองสหรัฐฯ การเปลี่ยนขั้วเสียงข้างมากในสภา และผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ 2.ค่าเงินดอลลาร์ การอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ 3.ทิศทางดอกเบี้ย ความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ และ 4.ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน และความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานโลก

ท้ายที่สุด แม้สถิติย้อนหลัง 50 ปีจะสะท้อนว่าทองคำมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แต่การเคลื่อนไหวของราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจและการเงินในแต่ละช่วงเวลา

โจทย์สำคัญของนักลงทุนจึงไม่ใช่เพียงการจับจังหวะว่าทองคำจะขึ้นต่อหรือไม่ แต่ต้องประเมินด้วยว่าแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีน้ำหนักมากกว่าแรงกดดันจากนโยบายการเงินของ Fed ได้ต่อเนื่องเพียงใด

ทรัมป์เสียฐานอำนาจ_info_0.jpg