เจาะ 3 หุ้น MFC-VGI-BCP ปมอายัดทรัพย์ 1.6 หมื่นล้าน! นักวิเคราะห์แนะรอความชัดเจน จับตารัฐจัดการหุ้น

Mr.Data
ปมเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติสะเทือนตลาดหุ้นไทย หลัง ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เป็นหุ้นจดทะเบียน 3 บริษัท ได้แก่ VGI, BCP และ MFC มูลค่ารวมประมาณ 16,000 ล้านบาท ขณะที่คดี VGI พบกองทุนต่างประเทศ 3 รายได้รับจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนรวม 5,900 ล้านหุ้น มูลค่า 8,850 ล้านบาท ด้านนักวิเคราะห์ยังไม่แนะนำให้รีบลงทุน รอความชัดเจนทางกฎหมายและแนวทางจัดการหุ้น พร้อมประเมินความเสี่ยงแตกต่างกันในแต่ละบริษัท
เปิดปมอายัดหุ้น 3 บริษัท มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้าน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการตรวจสอบเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินข้ามชาติ โดยมีการตรวจสอบเส้นทางเงินผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น ก่อนนำเงินกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในรูปแบบเงินลงทุนจากต่างประเทศ
รายงานข่าวระบุว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC มูลค่ารวมประมาณ 16,000 ล้านบาท
ประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามต่อจากนี้ คือจำนวนหุ้นที่ถูกยึดหรืออายัดจริงในแต่ละบริษัท รวมถึงแนวทางจัดการทรัพย์สินหลังจากนี้ว่าจะมีการเปลี่ยนมือ การนำออกประมูล หรือดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายในรูปแบบใด
ทั้งนี้ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวกระทำผิด และไม่ได้ยืนยันว่าหุ้นทั้งหมดจะถูกนำออกขายในตลาดทันที
เจาะ VGI ปมกองทุนต่างประเทศ 3 ราย รับจัดสรรหุ้น
ประเด็นสำคัญของ VGI เกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนแบบเสนอขายเฉพาะเจาะจง (PP) ในช่วงปลายปี 2567 ซึ่งมีผู้ลงทุนต่างประเทศ 3 ราย ได้แก่ CAI Optimum Fund VCC, OPUS–Chartered Issuances S.A. และ Thai IR ได้รับจัดสรรหุ้นรวม 5,900 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าตามราคาเสนอขายรวม 8,850 ล้านบาท
จากการสืบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนและความเชื่อมโยงของผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ลงทุนทั้งสามราย โดยเมื่อนับรวมการถือครองหุ้น อาจเข้าข่ายถือหุ้นเกิน 25% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI แต่ไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะผู้กระทำร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการตามที่กฎหมายกำหนด
รายงานข่าวระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้อง 7 รายถูกกล่าวหาในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ การทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอั้งยี่และการสมคบกันฟอกเงิน โดยข้อกล่าวหาดังกล่าวต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้เกี่ยวข้องมีความผิดถึงที่สุดแล้ว
ยอดถือหุ้น VGI ล่าสุด CAI–OPUS รวมกว่า 4.39 พันล้านหุ้น
ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ เดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า CAI Optimum Fund VCC ถือหุ้น VGI ประมาณ 2,194 ล้านหุ้น ขณะที่ OPUS–Chartered ถือประมาณ 2,200 ล้านหุ้น รวมกันราว 4,393.60 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นประมาณ 20.83% ของหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วของ VGI
ส่วน Thai IR ซึ่งเคยได้รับจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 800 ล้านหุ้น ไม่ปรากฏชื่อในรายชื่อผู้ถือหุ้น 13 อันดับแรกในข้อมูลช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การไม่ปรากฏชื่อในรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีหุ้นเหลืออยู่เลย เพราะอาจถือหุ้นในจำนวนที่ต่ำกว่าเกณฑ์การแสดงรายชื่อได้
สำหรับการเพิ่มทุน PP ของ VGI ในช่วงปลายปี 2567 บริษัทจัดสรรหุ้นรวม 8,805 ล้านหุ้นให้แก่ผู้ลงทุน 5 ราย ได้แก่ CAI Optimum Fund VCC จำนวน 2,900 ล้านหุ้น Si Suk Alley จำนวน 2,705 ล้านหุ้น OPUS–Chartered จำนวน 2,200 ล้านหุ้น Thai IR จำนวน 800 ล้านหุ้น และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำนวน 200 ล้านหุ้น
เปิดข้อมูลผู้ถือหุ้น BCP-VGI-MFC
สำหรับ BCP ข้อมูลผู้ถือหุ้นที่มีการรายงาน ณ วันที่ 5 ต.ค. 2569 ระบุว่า บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด ถือหุ้นจำนวน 247.76 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 16.82% ของหุ้นบริษัท ขณะที่มีรายงานมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอายัดประมาณ 5,885 ล้านบาท
ด้าน VGI ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 มิ.ย. 2569 ระบุว่า CAI Optimum Fund VCC – EDH Investments ถือหุ้น 2,193.60 ล้านหุ้น และ OPUS – Chartered Issuances S.A. ถือหุ้น 2,200 ล้านหุ้น รวม 4,393.60 ล้านหุ้น หรือประมาณ 20.83% ของหุ้นบริษัท
ส่วน MFC ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 8 พ.ค. 2569 ระบุว่า OPUS – Chartered Issuances S.A. ถือหุ้น 31.36 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 24.96% ของหุ้นบริษัท
นักวิเคราะห์ยังไม่แนะลงทุน รอความชัดเจนทางกม.
มุมมองจากนักวิเคราะห์ยังให้น้ำหนักกับการรอความชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากตลาดยังต้องติดตามทั้งความคืบหน้าทางกฎหมาย จำนวนหุ้นที่อยู่ภายใต้คำสั่งอายัดจริง และแนวทางจัดการทรัพย์สินในระยะต่อไป
“หากในอนาคตกระทรวงการคลังเข้ามาถือครองหุ้น อาจช่วยเพิ่มความชัดเจนของโครงสร้างผู้ถือหุ้นและความเชื่อมั่นของตลาดได้ในบางด้าน แต่ยังเป็นเพียงกรณีสมมติที่ต้องรอความชัดเจน ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าภาครัฐมีแผนเข้าถือหุ้นแล้ว”
ในกรณีที่มีการนำหุ้นออกประมูลหรือจำหน่าย นักลงทุนต้องพิจารณาจำนวนหุ้น ราคา เงื่อนไข และช่วงเวลาการขายอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีหุ้นจำนวนมากเปลี่ยนมือในระยะเวลาใกล้กัน อาจเพิ่มแรงกดดันด้านอุปทานและทำให้ราคาผันผวนได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อยืนยันว่าหุ้นที่ถูกอายัดทั้งหมดจะถูกนำออกขายในตลาด
เจาะรายตัว BCP–VGI–MFC ความเสี่ยงไม่เหมือนกัน
นักวิเคราะห์มองว่า BCP มีจุดเด่นจากธุรกิจพลังงานและการจ่ายเงินปันผล ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนระยะยาวให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ควรแยกความเสี่ยงด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้นออกจากพื้นฐานธุรกิจ และติดตามผลประกอบการ กระแสเงินสด วัฏจักรพลังงาน ตลอดจนเงินปันผลที่บริษัทประกาศจริงควบคู่กันไป
ส่วน VGI มี BTS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นักลงทุนจึงต้องติดตามว่าความคืบหน้าทางกฎหมายจะส่งผลต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้น อำนาจควบคุม และทิศทางธุรกิจหรือไม่ ทั้งนี้ การมี BTS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ได้หมายความว่า BTS จะเข้าซื้อหุ้นที่ถูกอายัดหรือรับผิดชอบต่อคดีโดยอัตโนมัติ
สำหรับ MFC ไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากสภาพคล่องการซื้อขายต่ำ นักลงทุนจึงควรติดตามปริมาณซื้อขายและส่วนต่างราคาเสนอซื้อ–เสนอขายควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท
ย้อนคดี SHIN–MORE บทเรียนหุ้นถูกยึด
กรณีหุ้น SHIN และ MORE เป็นตัวอย่างสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนเห็นว่า การดำเนินการกับหุ้นหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีทางกฎหมายมีหลายขั้นตอน และไม่ใช่ทุกกรณีจะนำไปสู่การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทันที
กรณี SHIN คดีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SHIN ในอดีต ศาลมีคำพิพากษาให้เงินจากการขายหุ้นและเงินปันผลรวมประมาณ 46,373.69 ล้านบาท พร้อมดอกผลบางส่วน ตกเป็นของแผ่นดิน กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีอาจถูกดำเนินการตามคำพิพากษาในรูปแบบของเงินและผลประโยชน์จากหุ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการนำหุ้นจำนวนเดียวกันกลับมาขายในตลาดอีกครั้ง
กรณี MORE คดีหุ้น MORE เป็นอีกตัวอย่างของกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับหุ้น โดยมีรายงานคำพิพากษาให้หุ้นจำนวน 1,500 ล้านหุ้นตกเป็นของแผ่นดิน และมีประเด็นการคืนเงินแก่บริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายจากธุรกรรมซื้อขายหุ้น
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกรณี VGI, BCP และ MFC ในปัจจุบัน นักลงทุนจึงไม่ควรสรุปว่าหุ้นที่ถูกยึดหรืออายัดทั้งหมดจะถูกนำออกประมูลหรือขายในตลาดทันที เพราะต้องรอความชัดเจนของคำสั่งทางกฎหมาย สถานะทรัพย์สิน และวิธีดำเนินการในแต่ละกรณี
....ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ หากมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว จะมีการบริหาร จำหน่าย หรือดำเนินการกับหุ้นอย่างไร รวมถึงจำนวนหุ้นที่ได้รับผลกระทบจริงและเงื่อนไขการจำหน่าย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจมีผลต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้น สภาพคล่อง และความผันผวนของราคาหุ้นในอนาคต!