จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : PTTGC รับอานิสงส์สงครามยืดเยื้อ โบรกฯชูเป็นหุ้นเด่นเคาะเป้าใหม่ 59 บาท อัพกำไรปี 69-70 รับปิโตรเคมีฟื้น


27 ตุลาคม 2569

PTTGC รับอานิสงส์สงครามยืดเยื้อ_S2T (เว็บ)_0.jpg

PTTGC เข้าสู่ช่วงฟื้นตัวของกำไร โดยบล.กรุงศรีได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 69-70 สู่ 35,617 ล้านบาท และ 20,508 ล้านบาท ตามลำดับ ผลจากอีเทนต้นทุนต่ำและการลดลงของอุปทานส่วนเกิน พร้อมประเมินกำไรปี 69-71 เติบโตเฉลี่ย 41% ต่อปี

ทิศทางการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเริ่มกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ หลังภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวจากสงครามในตะวันออกกลางเข้ามาเปลี่ยนสมดุลของตลาด และการปรับโครงสร้างกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมทั่วโลกช่วยลดแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกิน ปัจจัยเหล่านี้กำลังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตสามารถกลับมาสร้างผลกำไรได้ดีขึ้น โดยหนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตาคือ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)

บทวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรี ประเมินว่า PTTGC มีแนวโน้มรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 8,493 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 2,915 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ลดลง 30% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกำไรจากสต็อกน้ำมันและอัตรากำไรของธุรกิจปิโตรเคมีที่ออกมาดีกว่าคาด สะท้อนผลจากสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อและความตึงตัวของอุปทานพลังงาน

หากไม่รวมรายการพิเศษจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรสต็อกน้ำมันสุทธิหลังภาษีประมาณ 2,472 ล้านบาท กรุงศรีคาดว่า PTTGC จะมีกำไรปกติราว 5,985 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนปกติ 3,604 ล้านบาทในไตรมาส 3/2568 แม้กำไรปกติจะลดลง 63% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่การกลับมามีกำไรเมื่อเทียบกับปีก่อนถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าแรงกดดันจากวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมเริ่มผ่อนคลายลง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ปรับตัวดีขึ้น

แรงหนุนสำคัญมาจากธุรกิจโรงกลั่น โดยกรุงศรีประเมินค่าการกลั่นในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 168% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะอุปทานพลังงานที่ตึงตัว ซึ่งส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์และค่าการกลั่น 

ด้านธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มเห็นแรงส่งจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ หรือ product spread ที่ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกรุงศรีระบุว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สำคัญปรับเพิ่มขึ้น ทั้ง PX เพิ่มขึ้น 20% เบนซีน (BZ) เพิ่มขึ้น 48% และ HDPE เพิ่มขึ้น 16% ปัจจัยดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจปิโตรเคมี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกินและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต่ำ

อีกหนึ่งความได้เปรียบที่สำคัญ คือโครงสร้างวัตถุดิบ โดยเฉพาะอีเทนซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าแนฟทา เมื่อราคาหรือความพร้อมของวัตถุดิบจากระบบพลังงานเปลี่ยนแปลงไป ความได้เปรียบด้านต้นทุนจึงอาจช่วยให้บริษัทรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างส่วนต่างกำไรได้ดีกว่าผู้ผลิตที่พึ่งพาวัตถุดิบต้นทุนสูงกว่า ทั้งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังุฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการไตรมาส 3 ยังมีแรงกดดันเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยธุรกิจปิโตรเคมีไม่สามารถเรียกเก็บส่วนเพิ่มราคาสินค้า หรือ premium ได้ในระดับเดียวกับไตรมาส 2/2569 ซึ่งตลาดมีการเร่งสะสมสินค้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลเรื่องสงคราม ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลักลดลงประมาณ 23-27% จากไตรมาสก่อน ประกอบกับการปิดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงงานอะโรเมติกส์ ส่งผลให้กำไรปกติอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

แต่สำหรับแนวโน้มในไตรมาส4 /2569  บล.กรุงศรีเชื่อว่า จะปรับตัวดีขึ้น ทั้งการเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยฝั่งโรงกลั่นมีปัจจัยหนุนจากการไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ขณะที่ภาวะอุปทานพลังงานที่ตึงตัวมีโอกาสช่วยประคองค่าการกลั่น ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีจะได้รับประโยชน์จากการไม่มีการปิดซ่อมโรงงานอะโรเมติกส์ตามแผน และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เริ่มฟื้นตัว

จากแนวโน้มดังกล่าว กรุงศรีจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติของ PTTGC ในปี 2569 และ 2570 ขึ้น 21% และ 19% ตามลำดับ มาอยู่ที่ 35,617 ล้านบาท และ 20,508 ล้านบาท  ซึ่งการปรับประมาณการครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มุมมองต่อ PTTGC กำลังเปลี่ยนจากการประเมินผลกระทบของวัฏจักรขาลง ไปสู่การให้น้ำหนักกับโอกาสฟื้นตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะหากการปรับโครงสร้างกำลังการผลิตทั่วโลกช่วยลดอุปทานส่วนเกินได้ต่อเนื่อง เมื่ออุปทานเริ่มสมดุลขึ้น ผู้ผลิตที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและมีฐานธุรกิจครอบคลุมทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี ย่อมมีโอกาสรับประโยชน์จากการปรับตัวดีขึ้นของค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์

และปรับราคาเป้าหมาย PTTGC สำหรับปี 2570 ขึ้นจาก 50 บาท เป็น 59 บาทต่อหุ้น ตามการปรับเพิ่มประมาณการกำไร พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และเลือก PTTGC เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มปิโตรเคมี โดยประเมินว่าบริษัทมีโอกาสได้รับประโยชน์จากวัฏจักรฟื้นตัวของอุตสาหกรรม ซึ่งแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกินเริ่มลดลง ประกอบกับความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขัน

นอกจากนี้ กรุงศรียังคาดการณ์การเติบโตของกำไรในช่วงปี 2569-2571 ที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณ 41% ตามสมมติฐานการฟื้นตัวของธุรกิจในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มหากการร่วมทุนกับ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) สามารถเดินหน้าและสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจได้ตามที่ตลาดคาดหวัง