รายงานพิเศษ : SSP จ่อรับคลื่นลงทุนรอบใหม่ Age of Electricity ดันดีมานด์ไฟฟ้าสะอาด PDP 2026 หนุน Growth ระยะยาว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้โลกกำลังเข้าสู่ Age of Electricity ขณะที่ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าสะอาด เปิดโอกาสผู้ประกอบการ Renewable Energy หนุน SSP ฐานทุนแกร่ง พร้อมลุย PDP 2026 ต่อยอดพอร์ต 420 MW เดินหน้าสู่เป้าหมาย 1,000 MWภายในปี 2575
การเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคที่ “ไฟฟ้า” กลายเป็นศูนย์กลาง หรือ Age of Electricity กำลังเปิดโอกาสรอบใหม่ให้กับธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตเร็วกว่าการใช้พลังงานโดยรวมจากแรงขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ภาคอุตสาหกรรม และ Data Center ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญกับไฟฟ้าที่ไม่เพียงต้องเพียงพอ แต่ยังต้องสะอาด มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยตั้งแต่ปี 2019 ความต้องการไฟฟ้าของโลกเติบโตเร็วกว่าการใช้พลังงานโดยรวมมากกว่า 2 เท่า และในปี 2025 ไฟฟ้ามีสัดส่วนประมาณ 23% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของโลก ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาไฟฟ้าสร้าง GDP โลกเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 45% ที่สำคัญคาดว่าสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% ในปี 2035 สะท้อนว่า “ไฟฟ้า” กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการเติบโตของ EV การขยายตัวของ Data Center และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้พึ่งพาไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้โจทย์ของระบบพลังงานไทยเปลี่ยนจากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการมีไฟฟ้าเพียงพอ ไปสู่การสร้างระบบไฟฟ้าที่ต้อง “เพียงพอ สะอาด มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนแข่งขันได้” ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะบริษัทที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน ประสบการณ์พัฒนาโครงการ และความสามารถในการขยายกำลังการผลิต เช่น บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) ที่กำลังวางตำแหน่งตัวเองเพื่อรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดรอบใหม่
นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP ระบุว่า บริษัทมุ่งสร้างการเติบโตในระยะยาวด้วยการขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและเพิ่มการลงทุนในประเทศ พร้อมเตรียมความพร้อมเข้าประมูลงานตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งมีศักยภาพเปิดรับกำลังผลิตกว่า 50,900 เมกะวัตต์ โดย SSP มีความพร้อมทั้งโครงการโซลาร์และวินด์ฟาร์ม เพื่อใช้เป็นฐานต่อยอดการเติบโตในอนาคต
จุดแข็งสำคัญของ SSP คือประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและความสำเร็จจากการเข้าร่วมประมูลที่ผ่านมา โดยบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ได้รับคัดเลือกโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff หรือ FiT ปี 2565-2573 รวม 170.5 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ กำลังผลิตตามสัญญารวม 154.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมอีก 2 โครงการ กำลังผลิตตามสัญญารวม 16 เมกะวัตต์ จากโครงการระยะแรกที่เปิดรับซื้อรวม 5,203 เมกะวัตต์
ประสบการณ์ดังกล่าว จึงเป็นแต้มต่อของ SSP ในการเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่ โดยเฉพาะ PDP 2026 ที่จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดของประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมสามารถขยายกำลังผลิตได้อีกมาก ซึ่ง SSP มีเป้าหมายใช้จังหวะดังกล่าวเร่งสร้างการเติบโตของพอร์ต Renewable Energy ให้ไปถึงเป้าหมาย 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2575 และมีโอกาสทำได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะเดียวกัน การเติบโตของ SSP ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการใหม่ในอนาคตเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันบริษัทมีโครงการในมือประมาณ 420 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยรับรู้การเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียม COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 เมกะวัตต์ในช่วงไตรมาส 4/2569 ขณะที่ยังมีโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทย 3 โครงการ รวม 108.6 เมกะวัตต์ และโครงการวินด์ฟาร์ม “บาโก” ในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาด 150 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอย COD ในปี 2570
และที่สำคัญ การลงทุนในพลังงานสะอาดกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวไปสู่เรื่อง “ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เพราะอุตสาหกรรมใหม่และ Supply Chain ระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับแหล่งไฟฟ้าคาร์บอนต่ำมากขึ้น ขณะที่ไทยมีเป้าหมาย NDC 3.0 และ Net Zero 2050 ทำให้การลด Carbon Intensity ของระบบไฟฟ้าจะกลายเป็นโจทย์สำคัญต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในอนาคต
ดังนั้น โอกาสของ SSP จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนเมกะวัตต์ แต่ยังอยู่ที่การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าสะอาดจากภาคเศรษฐกิจใหม่ ทั้ง EV, Data Center และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและสามารถตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมได้ ขณะที่การลงทุนด้าน Grid และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ BESS จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการทำให้ระบบไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น