จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : SSP จ่อรับคลื่นลงทุนรอบใหม่ Age of Electricity ดันดีมานด์ไฟฟ้าสะอาด PDP 2026 หนุน Growth ระยะยาว


07 ตุลาคม 2569

SSP รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้โลกกำลังเข้าสู่ Age of Electricity ขณะที่ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าสะอาด เปิดโอกาสผู้ประกอบการ Renewable Energy  หนุน  SSP ฐานทุนแกร่ง พร้อมลุย PDP 2026 ต่อยอดพอร์ต 420 MW เดินหน้าสู่เป้าหมาย 1,000 MWภายในปี 2575

การเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคที่ “ไฟฟ้า” กลายเป็นศูนย์กลาง หรือ Age of Electricity กำลังเปิดโอกาสรอบใหม่ให้กับธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตเร็วกว่าการใช้พลังงานโดยรวมจากแรงขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ภาคอุตสาหกรรม และ Data Center ขณะที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญกับไฟฟ้าที่ไม่เพียงต้องเพียงพอ แต่ยังต้องสะอาด มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยตั้งแต่ปี 2019 ความต้องการไฟฟ้าของโลกเติบโตเร็วกว่าการใช้พลังงานโดยรวมมากกว่า 2 เท่า และในปี 2025 ไฟฟ้ามีสัดส่วนประมาณ 23% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของโลก ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาไฟฟ้าสร้าง GDP โลกเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 45% ที่สำคัญคาดว่าสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 35% ในปี 2035 สะท้อนว่า “ไฟฟ้า” กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการเติบโตของ EV การขยายตัวของ Data Center และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้พึ่งพาไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้โจทย์ของระบบพลังงานไทยเปลี่ยนจากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการมีไฟฟ้าเพียงพอ ไปสู่การสร้างระบบไฟฟ้าที่ต้อง “เพียงพอ สะอาด มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนแข่งขันได้” ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะบริษัทที่มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน ประสบการณ์พัฒนาโครงการ และความสามารถในการขยายกำลังการผลิต เช่น บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) ที่กำลังวางตำแหน่งตัวเองเพื่อรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดรอบใหม่

นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP ระบุว่า บริษัทมุ่งสร้างการเติบโตในระยะยาวด้วยการขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและเพิ่มการลงทุนในประเทศ พร้อมเตรียมความพร้อมเข้าประมูลงานตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งมีศักยภาพเปิดรับกำลังผลิตกว่า 50,900 เมกะวัตต์ โดย SSP มีความพร้อมทั้งโครงการโซลาร์และวินด์ฟาร์ม เพื่อใช้เป็นฐานต่อยอดการเติบโตในอนาคต

จุดแข็งสำคัญของ SSP คือประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและความสำเร็จจากการเข้าร่วมประมูลที่ผ่านมา โดยบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ได้รับคัดเลือกโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff หรือ FiT ปี 2565-2573 รวม 170.5 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ กำลังผลิตตามสัญญารวม 154.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมอีก 2 โครงการ กำลังผลิตตามสัญญารวม 16 เมกะวัตต์ จากโครงการระยะแรกที่เปิดรับซื้อรวม 5,203 เมกะวัตต์

ประสบการณ์ดังกล่าว จึงเป็นแต้มต่อของ SSP ในการเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่ โดยเฉพาะ PDP 2026 ที่จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดของประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมสามารถขยายกำลังผลิตได้อีกมาก ซึ่ง SSP มีเป้าหมายใช้จังหวะดังกล่าวเร่งสร้างการเติบโตของพอร์ต Renewable Energy ให้ไปถึงเป้าหมาย 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2575 และมีโอกาสทำได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะเดียวกัน การเติบโตของ SSP ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการใหม่ในอนาคตเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันบริษัทมีโครงการในมือประมาณ 420 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยรับรู้การเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียม COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 เมกะวัตต์ในช่วงไตรมาส 4/2569 ขณะที่ยังมีโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทย 3 โครงการ รวม 108.6 เมกะวัตต์ และโครงการวินด์ฟาร์ม “บาโก” ในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาด 150 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอย COD ในปี 2570

และที่สำคัญ การลงทุนในพลังงานสะอาดกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวไปสู่เรื่อง “ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เพราะอุตสาหกรรมใหม่และ Supply Chain ระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับแหล่งไฟฟ้าคาร์บอนต่ำมากขึ้น ขณะที่ไทยมีเป้าหมาย NDC 3.0 และ Net Zero 2050 ทำให้การลด Carbon Intensity ของระบบไฟฟ้าจะกลายเป็นโจทย์สำคัญต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในอนาคต

ดังนั้น โอกาสของ SSP จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนเมกะวัตต์ แต่ยังอยู่ที่การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าสะอาดจากภาคเศรษฐกิจใหม่ ทั้ง EV, Data Center และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและสามารถตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมได้ ขณะที่การลงทุนด้าน Grid และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ BESS จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการทำให้ระบบไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น

SSP