เตือนรับมือ! ฝรั่งยังเทหุ้นไทย เดือนส.ค.ขายสุทธิ 2.4 หมื่นล้าน ชูหุ้น Global Play ฝ่าตลาดผันผวน

นักวิเคราะห์ชี้นักลงทุนต่างชาติ ยังมีสัญญาณการไหลออกของเงินทุนต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ยังคงระมัดระวังและมีโอกาสที่เงินทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อ หลังค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน เผยพฤติกรรมของ FUND FLOW สลับกลับเข้ามา แนะจับตาทิศทางตลาดหุ้นไทย เมื่อ FUND FLOW หมุนเข้ากลุ่ม COMMODITY หรือหุ้นที่มีปัจจัยบวกหนุนเฉพาะตัวจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่า ยังมีสัญญาณการไหลออกของเงินทุนต่อเนื่อง โดยในตลาดหุ้น (EQUITY) เดือน ส.ค.69 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 24,565 ล้านบาท สอดคล้องกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (DERIVATIVES) ที่นักลงทุนต่างชาติยังคงสะสมสถานะ SHORT อย่างต่อเนื่อง 2 เดือนติด (NET SHORT รวมกว่า 5.1 หมื่นสัญญา) สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ยังคงระมัดระวังและมีโอกาสที่เงินทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อไปในระยะสั้น
อีก 1 ปัจจัยสำคัญที่กดดันกระแสเงินทุน คือ ทิศทางของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลกระทบหลักมาจากการแข็งค่าของ DOLLAR INDEX(กระแส HIGHER FOR LONGER) ภาพรวมตลาดอาจถูกกดดันจากเงินทุนไหลออก แต่ในสภาวะที่เงินบาทอ่อนค่า กลับส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือกลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มส่งออก (EXPORT): รับรู้รายได้ในรูปเงินบาทที่เพิ่มขึ้นเมื่อแปลงจากสกุลเงินต่างประเทศ ได้แก่อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน (HANA, SVI, DELTA, KCE), อาหารและเกษตร (TU, ITC, AAI, CPF, GFPT, STA, NER) รวมถึง STGT และ SAT
กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM): เงินบาทที่อ่อนค่าช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยมากขึ้น เพราะมีอำนาจการจับจ่ายสูงขึ้น ได้แก่ AOT, AAV, BA, MINT, CENTEL และ ERW
กลุ่มโรงพยาบาล (HEALTHCARE): ได้รับอานิสงส์จากผู้ป่วยชาวต่างชาติที่บินเข้ามารักษาในไทยเช่นเดียวกับกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ BH, BDMS, PR9 และ BCH
จับตาทิศทางตลาดหุ้นไทย เมื่อ FUND FLOW หมุนเข้ากลุ่ม COMMODITY โดยเมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของตลาดหุ้นไทย จะพบว่าโครงสร้างหลักของสัดส่วนมูลค่าตามราคาตลาด (MARKET CAP) พึ่งพิงกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ (COMMODITY) เป็นหลัก โดยกลุ่ม COMMODITY (ENERG + PETRO + FOOD) ครองสัดส่วนเกิน 1 ใน 4 ที่สัดส่วน 26% ตามมาด้วยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) 17% และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) 15% ดังนั้น เมื่อราคา COMMODITY โลกปรับขึ้น ตามภาวะสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรง หุ้นกลุ่มดังกล่าวน่าจะ OUTPERFORM และทำให้ดัชนีโดยรวมของSET ไม่ผันผวนมากเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะที่พฤติกรรมของ FUND FLOW ที่เริ่มมีแรงซื้อสลับกลับเข้ามาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ (GLOBAL PLAY) หรือหุ้นที่มีปัจจัยบวกหนุนเฉพาะตัวจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สะท้อน ผ่านการปรับตัวขึ้นที่โดดเด่นของหุ้นในกลุ่มยางพารา, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, และโรงกลั่น/ปิโตรเคมี เช่น STA (+7.01%), KCE (+6.14%), TASCO (+5.95%) รวมถึง IRPC และ SPRC ที่ปรับตัวบวกได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมื่อ FUND FLOW มีความผันผวนและสลับกลุ่มเล่น (SECTOR ROTATION) วันนี้เลือก BBL ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง (HIGHER FOR LONGER) ซึ่งช่วยหนุนการฟื้นตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในช่วงครึ่งปีหลัง 69 นอกจากนี้ VALUATION ยังมีความน่าสนใจมาก โดยเทรดบน P/BV เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1.2 เท่า
PTT เป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งแรงตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เหมาะสำหรับการเก็งกำไร (TRADING) ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่ฟื้นตัว
BCH แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/69 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน พร้อมทั้งมีปัจจัยหนุนเชิงบวกจากการมีฐานผู้ประกันตนขนาดใหญ่ถึง 1.02 ล้านราย ซึ่งมีลุ้นที่จะได้รับการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลในช่วงปลายเดือนต.ค.69
ยอดนิยม
TTB ผนึก DBS เร่งเกม Wealth ขยายลูกค้ามั่งคั่งสูง ลุ้นโอนพอร์ต 100% ดันกำไรปี 70 พุ่ง
BANPU ลุ้นกำไร Q3 โตต่อ ยอดขาย-ราคาถ่านหินพุ่งสูง โบรกฯ เคาะราคาเป้าหมาย 17 บาท
เตือนรับมือ! ฝรั่งยังเทหุ้นไทย เดือนส.ค.ขายสุทธิ 2.4 หมื่นล้าน ชูหุ้น Global Play ฝ่าตลาดผันผวน