Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 25-08-2569 (FTSE Rebalance ทุบหุ้นไทยกระจุย)


25 สิงหาคม 2569

FTSE Rebalance_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดที่ 1,601.05 จุด ลดลง 12.73 จุด หรือ 0.79% มูลค่าการซื้อขาย 60,901.22 ล้านบาท นอกจากแรงกดดันจากหุ้นใหญ่อย่าง DELTA แล้ว ตลาดยังต้องจับตาการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Russell รอบเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เปิดตลาดวันที่ 21 กันยายน 2569 โดยใช้ราคาปิดวันที่ 18 กันยายนเป็นราคาอ้างอิง การปรับดัชนีครั้งนี้มีทั้งหุ้นที่ถูกลดระดับ หุ้นที่ถูกถอดออก และหุ้นที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ จึงมีโอกาสส่งผลต่อทั้งกระแสเงินทุนและราคาหุ้นรายตัว

รอบนี้ FTSE Global Equity Index Series หรือ FTSE GEIS มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดย CPN ถูกปรับจาก Large Cap ลงมาอยู่ในกลุ่ม Mid Cap ขณะที่ BTS, LH, SCCC และ TU ถูกลดจาก Mid Cap ลงมาอยู่ใน Small Cap ส่วนหุ้นที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ในกลุ่ม Small Cap ได้แก่ THAI และ FTREIT ขณะที่ BLAND, SPCG และ TPIPP ถูกถอดออกจากกลุ่ม Small Cap

เจ๊จิ๋มมองว่า ประเด็นสำคัญของรอบนี้คือไม่มีหุ้นไทยรายใดถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่ม Large Cap แต่กลับมีหุ้นที่ถูกลดระดับลงหลายตัว ทำให้ภาพรวมของตลาดไทยในดัชนี FTSE มีน้ำหนักไปทางการลดระดับมากกว่าการเพิ่มระดับ ซึ่งอาจกระทบต่อเม็ดเงินของกองทุนต่างประเทศที่ใช้ FTSE เป็นดัชนีอ้างอิง

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงดัชนี กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี หรือ Passive Fund ก็ต้องปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับน้ำหนักใหม่ หุ้นที่ถูกลดระดับหรือถูกถอดออกจึงมีโอกาสเผชิญแรงขายจากการปรับพอร์ต โดยหุ้นที่ต้องจับตา ได้แก่ CPN, BTS, LH, SCCC และ TU รวมถึง BLAND, SPCG และ TPIPP ที่ถูกถอดออกจากกลุ่ม Small Cap

โดยเฉพาะ CPN ซึ่งเดิมอยู่ในกลุ่ม Large Cap และถูกปรับลงมาเป็น Mid Cap อาจมีแรงขายจากกองทุนบางส่วนที่ต้องลดน้ำหนักการถือครอง เช่นเดียวกับ BTS, LH, SCCC และ TU ที่ถูกลดจาก Mid Cap ลงมาอยู่ใน Small Cap ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงขายเชิงกลไกในช่วงปรับพอร์ต

ในทางกลับกัน THAI และ FTREIT ถือเป็นหุ้นที่ได้รับผลดีในเชิงกลไกจากการถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่ม Small Cap เพราะกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีจะต้องพิจารณาเพิ่มหุ้นดังกล่าวเข้าพอร์ตตามน้ำหนักใหม่ อย่างไรก็ตาม เจ๊จิ๋มอยากย้ำว่า การถูกเพิ่มเข้าดัชนีไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับขึ้นทันที เพราะราคายังขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและแรงซื้อขายของนักลงทุนด้วย

อีกหนึ่งช่วงที่ต้องระวังคือวันที่ 18 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่กองทุนต่างประเทศอาจมีการปรับพอร์ตบริเวณราคาปิด หรือ ATC เพื่อให้สอดคล้องกับดัชนีใหม่ จึงมีโอกาสเห็นมูลค่าการซื้อขายช่วงท้ายตลาดเพิ่มขึ้น และหุ้นที่อยู่ในรายการ Rebalance อาจมีความผันผวนมากกว่าปกติ

ในความเห็นของเจ๊คือ..การปรับดัชนีรอบนี้ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น เพราะแรงซื้อขายจากกองทุน Passive เป็นผลจากการปรับพอร์ตตามดัชนี และมักส่งผลต่อตลาดในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นราคาหุ้นจะกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการ แนวโน้มธุรกิจ และภาวะตลาดโดยรวม

สิ่งที่นักลงทุนต้องแยกให้ออกคือ “แรงขายจากการปรับดัชนี” กับ “พื้นฐานของบริษัทที่เปลี่ยนไป” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน หาก CPN, BTS, LH, SCCC หรือ TU ถูกขายเพียงเพราะถูกลดระดับใน FTSE แต่ผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจยังแข็งแรง แรงขายที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นเพียงแรงกดดันในระยะสั้น ขณะที่ BLAND, SPCG และ TPIPP ซึ่งถูกถอดออกจากกลุ่ม Small Cap ก็ควรพิจารณาปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทประกอบด้วย

ดังนั้นมองว่า FTSE Rebalance รอบนี้ มีทั้งความเสี่ยงและโอกาส หุ้นที่ถูกลดระดับไม่ได้หมายความว่าพื้นฐานของบริษัทแย่ลงทันที เช่นเดียวกับหุ้นที่ถูกเพิ่มเข้าดัชนีก็ไม่ได้หมายความว่าพื้นฐานดีขึ้นในชั่วข้ามคืน นักลงทุนจึงควรดูทั้งแนวโน้มกำไร มูลค่าหุ้น สภาพคล่อง และทิศทาง Fund Flow ต่างชาติประกอบกัน

สรุปง่ายๆ คือ วันที่ 18 กันยายนเป็นช่วงที่ต้องจับตาความผันผวนจากการปรับพอร์ต ส่วนการเปลี่ยนแปลงของดัชนีจะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 21 กันยายนเป็นต้นไป หุ้นที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ CPN, BTS, LH, SCCC, TU, THAI และ FTREIT รวมถึง BLAND, SPCG และ TPIPP

สำหรับเจ๊จิ๋มแล้วเห็นว่า ช่วงนี้ไม่ใช่การไล่ราคาตามข่าว Rebalance แต่ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะคนที่ถือหุ้นซึ่งถูกลดระดับ ควรพิจารณาให้ชัดว่าราคาที่อ่อนตัวลงเกิดจากแรงขายเชิงเทคนิคจากการปรับดัชนี หรือเกิดจากพื้นฐานของบริษัทที่เปลี่ยนแปลงจริง เพราะท้ายที่สุด เมื่อแรงซื้อขายจาก FTSE ผ่านพ้นไป ราคาหุ้นก็จะกลับมาอยู่บนพื้นฐานของผลประกอบการและศักยภาพของธุรกิจเป็นสำคัญเจ้าค่ะ