Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 20-08-2569 (ลุ้น! PHAT รุ่งหรือร่วง! หุ้นไอพีโอตัวที่สองของปีนี้)

วันนี้ตลาดหลักทรัพย์ mai จะมีหุ้นไอพีโอป้ายแดงเข้ามาซื้อขายเป็นวันแรก คือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) (PHAT)
รับหลักทรัพย์ : หุ้นสามัญ
ชื่อบริษัท : บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) (PHAT)
ชื่อย่อหลักทรัพย์ : PHAT
ตลาดรอง : MAI
กลุ่มอุตสาหกรรม : เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
วันที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน : 20 ส.ค. 2569
วันที่เริ่มทำการซื้อขาย : 20 ส.ค. 2569
จำนวนหุ้นจดทะเบียนกับตลท. (หุ้นสามัญ)(หุ้น) : 471,431,600
จำนวนหุ้นชำระแล้ว (หุ้นสามัญ)(หุ้น) : 471,431,600
ราคา Par (บาทต่อหุ้น) : 0.50
ทุนชำระแล้ว (บาท) : 235,715,800.00
จำนวนหุ้น IPO (หุ้น) : 118,860,000
จำนวนหุ้น IPO ประกอบด้วย : หุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายประชาชนทั่วไป จำนวน 117,860,000 หุ้น
หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมที่เสนอขายประชาชนทั่วไป จำนวน 1,000,000 หุ้น
จัดสรรให้แก่ : ประชาชนทั่วไป จำนวน 118,860,000 หุ้น
ราคา IPO (บาท) : 2.00
วันที่เสนอขาย IPO : วันที่ 04 ส.ค. 2569 ถึงวันที่ 06 ส.ค. 2569
ลักษณะธุรกิจ :ธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลักจากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบและผลพลอยได้
(หมายเหตุ : หุ้น IPO ของผู้ถือหุ้นเดิมเสนอขายโดย กองทุนทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนในกิจการ SMEs (กองทุนย่อยกองที่ 1) ในฐานะทรัสตี จำนวน 1,000,000 หุ้น)
PHAT มีวัตถุประสงค์ในการนําเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์หุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก ประมาณ 208.60 ล้านบาท โดย
มีวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน ดังนี้
1. ต่อยอดและขยายศักยภาพการผลิต ให้กับ By-product - โรงสกัดน้ำมันจากเมล็ดใน (CPKO) จำนวน 44.30 ลบ. ระยะเวลาที่ใช้เงินโดยประมาณปี 2569 - 2570
2. ต่อยอดและขยายศักยภาพการผลิต ให้กับ By-product -ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ จำนวน 44.30 ลบ. ระยะเวลาที่เงินโดยประมาณปี 2569 - 2570
3. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินธุรกิจ 120 ลบ. ระยะเวลาที่ใช้เงินโดยประมาณปี 2569 - 2570
บอกได้คำเดียวว่าอาการน่าเป็นห่วง!!!!มากๆๆๆๆๆ ไม่ใช่แค่ว่าเป็นหุ้นเกษตรฯ ที่ทำธูรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบนะ ..แต่ผลประกอบการไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมานี่ดิ กระอัก!!!
แบบสรุปผลการดำเนินงาน (F45)
บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน)
(หน่วย : พันบาท)
งบการเงิน
ไตรมาสที่ 2 6 เดือน
สอบทาน สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 30 มิถุนายน
ปี 2569 2568 2569 2568
กำไร (ขาดทุน) (733.24) 113,752.83 2,734.16 66,691.57
ส่วนที่เป็นของผู้ถือ
หุ้นของบริษัทใหญ่ *กำไร (ขาดทุน) (0.01) 0.32 0.01 0.19
สุทธิต่อหุ้น (บาท)
ส่วนภาพรวมอื่นๆ ของตลาดหุ้น ช่วงนี้ทั่วโลก หันกลับไปจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางกันแบบไม่กะพริบตา เพราะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่าไม่มีการเจรจาหรือการสนทนากับอิหร่าน ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็ออกมาขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง งานนี้จึงไม่ได้กระทบแค่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่ลามมาถึงราคาน้ำมัน ตลาดหุ้น และเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจ๊จิ๋มมองว่าจุดที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เพราะถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก หากเกิดเหตุการณ์ปิดเส้นทางหรือการขนส่งต้องหยุดชะงักจริง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศในตะวันออกกลาง แต่จะส่งต่อมายังต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และภาคธุรกิจทั่วโลกทันที ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นมาแตะ 91.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 25 วัน สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานมากขึ้น
แน่นอนค่ะว่าเมื่อราคาน้ำมันขึ้นแรง นักลงทุนบางกลุ่มก็ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนธุรกิจ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีหุ้นบางกลุ่มที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้ผูกกับราคาพลังงานหรือค่าขนส่ง ซึ่งเจ๊จิ๋มมองว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่ตลาดให้ความสนใจในระยะสั้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่สามารถคลี่คลายลงได้
กลุ่มแรกที่เด่นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้น “พลังงาน” โดยเฉพาะ PTTEP ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะรายได้และกำไรมีความสัมพันธ์กับราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ขณะที่ TOP, SPRC และ IRPC ก็เป็นหุ้นที่ต้องจับตา เพราะสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลต่อทั้งราคาน้ำมันและค่าการกลั่น โดยเฉพาะ TOP และ SPRC ที่มีโอกาสได้รับแรงหนุนหากค่าการกลั่นยังทรงตัวในระดับที่ดี
นอกจากหุ้นพลังงานแล้ว “หุ้นเดินเรือ” ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะหากเส้นทางเดินเรือมีความเสี่ยงมากขึ้น ค่าระวางและต้นทุนการขนส่งก็มีโอกาสปรับสูงขึ้นตามความเสี่ยงในการเดินทาง หุ้นอย่าง PSL, RCL และ PRM จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวเลือกสำหรับการลงทุนในธีมนี้ เรียกได้ว่าสงครามยิ่งทำให้การขนส่งยากขึ้น ธุรกิจที่มีรายได้จากการเดินเรือก็อาจได้รับอานิสงส์ไปด้วย
แต่เจ๊จิ๋มขอเตือนไว้นิดหนึ่งนะคะว่า หุ้นกลุ่มนี้ไม่ใช่หุ้นที่ราคาจะขึ้นเพราะมีสงครามเพียงอย่างเดียว นักลงทุนต้องติดตามว่าค่าระวางเรือและราคาน้ำมันสามารถยืนอยู่ในระดับสูงได้นานแค่ไหน เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว แรงเก็งกำไรในกลุ่มนี้ก็มีโอกาสลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
อีกกลุ่มที่น่าจับตาคือ “หุ้นส่งออก” เพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีโอกาสทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะ CPF และ ITC ที่มีฐานรายได้ต่างประเทศค่อนข้างมาก รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, HANA และ KCE ซึ่งเข้าสู่ช่วง High Season ของการส่งออก หากเงินบาทอ่อนค่าลงก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนรายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท
ขณะเดียวกัน หุ้นโรงพยาบาลอย่าง BH, BDMS และ PR9 ก็ยังเป็นอีกกลุ่มที่มีจุดเด่นจากฐานผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะในภาวะที่นักลงทุนต้องการหลบความผันผวนจากหุ้นที่อิงเศรษฐกิจโลกมากเกินไป หุ้นโรงพยาบาลที่มีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติและมีพื้นฐานธุรกิจแข็งแรงจึงยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม หากใครรู้สึกว่าบรรยากาศโลกตอนนี้ร้อนแรงเกินไป ก็ยังมีทางเลือกให้ นั่นคือการหันกลับมาหาหุ้นที่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ หรือ Domestic Play เพราะเมื่อความเสี่ยงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น หุ้นที่รายได้หลักมาจากเศรษฐกิจไทยก็อาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะ CPALL ที่มีธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่และได้ประโยชน์จากการบริโภคในประเทศ
ส่วนหุ้นท่องเที่ยวอย่าง CENTEL และ ERW ก็ยังน่าจับตา หากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเดินหน้าเข้าประเทศไทยต่อเนื่อง ขณะที่ VGI ก็เป็นอีกตัวที่ได้รับความสนใจจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเม็ดเงินโฆษณา เรียกว่าช่วงตลาดมีเรื่องให้ปวดหัว นักลงทุนก็ต้องรู้จักเลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมาช่วยพยุงพอร์ต
เมื่อเอาภาพทั้งหมดมารวมกัน เจ๊จิ๋มมองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้อาจยังมีความผันผวนสูง เพราะทุกครั้งที่มีข่าวเกี่ยวกับสงคราม ราคาน้ำมันและค่าเงินก็พร้อมเหวี่ยงตามทันที ดังนั้นการลงทุนจึงไม่ควรเน้นไล่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นแรงแล้ว แต่ควรเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์อย่างมีเหตุผล และที่สำคัญต้องมีพื้นฐานรองรับด้วย
สำหรับเจ๊จิ๋มแล้ว ธีมลงทุนรอบนี้จึงแบ่งได้ค่อนข้างชัดเจน หากต้องการเกาะกระแสราคาน้ำมันให้มอง PTTEP และกลุ่มพลังงาน หากต้องการรับประโยชน์จากค่าระวางเรือให้จับตา PSL, RCL และ PRM ส่วนคนที่มองเงินบาทอ่อนค่าและการส่งออกก็มี CPF, ITC, DELTA, HANA และ KCE ให้เลือก ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกก็สามารถกระจายไปยัง CPALL, CENTEL, ERW และ VGI ได้
สุดท้ายนี้ เจ๊จิ๋มอยากฝากว่า “สงคราม” อาจสร้างโอกาสให้กับหุ้นบางกลุ่ม แต่ก็สร้างความเสี่ยงให้กับตลาดโดยรวมเช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเห็นราคาน้ำมันพุ่งแล้วรีบกระโดดตามทุกตัว หุ้นที่ได้ประโยชน์จริงต้องดูทั้งโครงสร้างรายได้ ต้นทุน และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนด้วย ส่วนใครที่มีพอร์ตอยู่แล้วก็อย่าลืมกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม เพราะในวันที่ข่าวภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง การมีหุ้นดีอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องจัดพอร์ตให้รับมือกับความผันผวนให้ได้ด้วยเจ้าค่ะ