Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 18-08-2569 (HANA : DELTA หมัดต่อหมัด! เล่นตัวไหนดี)

ว๊าวววว!!! เมื่อวานนี้หุ้น DELTA - HANA เป็นดาวเด่น..เจิดจรัามาก!!! จนทำให้เจ๊จิ๋มตั้งคำถามในใจว่า “อยากเก็บเธอเอาไว้ทั้งสองคน” แต่ๆๆๆๆๆ เอาไงดีวะ!!! ไอ้เราก้อไม่ได้รวยมีเงินถุง เงินถัง มากพอ!!! ถ้าจำเป็นต้องเลือกเพียงหนึ่ง “เงิน” ต้องเทไปทางไหน?????
ไปค่ะแฟนคลับที่รักของเจ๊..ไปหาคำตอบด้วยกัน เริ่มที่ DELTA ก่อนเมื่อวานซื้อขายมากเป็นอันดับสอง 6,108 ลบ. ปิดที่ราคา 277 บาท เพิ่มขึ้น 7 บาท สำหรับเจ๊แล้วเป็นเรื่องปกติสำหรับหุ้นตัวนี้
แต่ที่เซอร์ไพรส์คือ HANA ที่มีมูลค่าการซื้อขายมากเป็นอันดับที่ 3 ด้วยมูลค่ารวม 5,458 ลบ. ปิดที่ราคา 48.50 บาท เพิ่มขึ้น 8.75 บาท หรือ +22.01%
จะบอกว่าความเสือกเข้าสิงก้อไม่สุภาพ!!! 55555 เอาเป็นว่าวิญญาณนักสืบเข้าสิงละกัน!!! มันเพราะอะไรนะ!!! คำตอบที่หามาได้คือ
1.ผลประกอบการ Q2 ออกมาดีเกินคาดมาก: กำไรสุทธิและกำไรปกติในไตรมาส 2 ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่กลับมารับรู้รายได้เร่งตัวขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้น ฟื้นตัวดีกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์ประเมินไว้
2.แรงหนุนจากการเข้า MSCI Small Cap: หุ้น HANA เพิ่งได้รับการประกาศคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Small Cap Index (มีผลช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม) ส่งผลให้มีแรงซื้อเก็งกำไรจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติเข้ามาเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
3.โบรกเกอร์พากันอัปเกรดเป้าหมาย: ผลงานที่ออกมาดีผิดคาด ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ และปรับราคาเป้าหมายขึ้นไปอยู่ในกรอบ 46.00 – 54.00 บาท (เช่น บล.ดีบีเอสฯ ให้เป้าสูงสุดที่ 54 บาท)
จุ๊_จุ๊!!! เจ๊มีข้อสังเกตุนะตะเอง!!! ราคาปัจจุบัน ณ 48.50 บาท อยู่สูงกว่าราคาเป้าหมายเฉลี่ยของตลาด (42 บาท) ไปแล้ว และเข้าใกล้กรอบเป้าหมายสูงสุดของฝั่งที่เชียร์ซื้อ (51.70 - 53.50 บาท) จึงเป็นเหตุผลที่ยืนยันว่า ระยะสั้นราคาหุ้นเริ่มตึงตัวเกินไป ควรระวังแรงขายปรับฐานหรือรอย่อตัวก่อนค่อยพิจารณาลงทุน เด้อค่ะ!!!
เจ๊ไปถามกูรูเค้าบอกว่าด้านราคาหุ้นแพงรึป่าว??? ในเชิงเทคนิค/ระยะสั้น "เริ่มตึงตัว" การที่ราคาพุ่งวันเดียว >22% ทำให้หุ้นเกิดภาวะ Overbought ในระยะสั้นมาก และราคา ณ 48.50 บาท ได้สะท้อนข่าวดีเรื่องงบ Q2 และปัจจัย MSCI ไปค่อนข้างมากแล้ว
หากนำไปอิงเปรียบเทียบกับราคาเป้าหมาย จากราคาปิดที่ 48.50 บาท ใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายเฉลี่ยของหลายโบรกเกอร์ (46 - 52 บาท) เหลือ Upside ถึงเป้าสูงสุด (54 บาท) เพียงราวๆ 11% ดังนั้น ในแง่ Risk/Reward Ratio การไล่ราคาซื้อทันทีที่จุดนี้มีความเสี่ยงสูง
กูรูได้ให้คำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุนหุ้น HANA ดังนี้
กลุ่มนักลงทุน คำแนะนำ / กลยุทธ์
ผู้ที่ยังไม่มีหุ้น (อยากเข้าซื้อ) "อย่าเพิ่งไล่ราคา” รอย่อตัวเนื่องจากมีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรสูง ควรรอให้ราคาสร้างฐานบริเวณแนวรับ 43.00 - 45.00 บาท ก่อนแล้วค่อยพิจารณาเข้าสะสม
ผู้ที่มีหุ้นอยู่แล้ว (ต้นทุนต่ำ) "ถือต่อเพื่อ Run Profit หรือแบ่งขายทำกำไร" หากมีต้นทุนต่ำช่วง 36-39 บาท อาจพิจารณาแบ่งขาย ล็อกกำไรออกมาบางส่วน (เช่น 30-50%) แล้วส่วนที่เหลือตั้งจุดขายล็อกกำไรไว้เมื่อราคาหลุดแนวรับ
เก็งกำไรระยะสั้น ต้องมีวินัยสูงมาก และต้องตั้งจุด Stop Loss แคบๆ (เช่น หลุด 47.00 บาท ต้องตัดขาดทุน) เพราะความผันผวนจะสูงมากในวันถัดไป
เอาละคะ!!!มาถึงเรื่องที่ทุกคนอยากรู้แล้วล่ะ!!ถ้าต้องเปรียบเทียบระหว่าง HANA กับ DELTA ควรจะลงทุนตัวไหนมากกว่ากัน เรามาเริ่มกันที่ “จุดเด่น - จุดด้อย” ซึ่งเป็นสองยักษ์ใหญ่ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหุ้นไทย เริ่มจากที่ว่าทั้งสองบริษัทมี ลักษณะธุรกิจ โมเดลการเติบโต และ ระดับราคา (Valuation) ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เปรียบเทียบจุดเด่น-จุดด้อย (HANA : DELTA)
หัวข้อ HANA (ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส) DELTA (เดลต้า อีเลคโทรนิคส์)
ประเภทธุรกิจหลัก รับจ้างประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT / PCBA / IC Assembly) ผลิตเพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply), พัดลมระบายอากาศ, อุปกรณ์ Data Center และระบบจัดการพลังงาน EV
ลูกค้าและอุตสาหกรรม อุปกรณ์สื่อสาร (สมาร์ทโฟน/PC), ยานยนต์ทั่วไป, อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเริ่มรุกเข้าสู่กลุ่ม AI ผู้ให้บริการ Cloud และ Data Center ระดับโลก (Hyperscalers), ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชั้นนำ
จุดเด่น (Strengths) 1. ราคาหุ้นยังไม่แพง (Valuation ถูกกว่า)P/E ต่ำกว่า มี Upside จากการฟื้นตัว
2. จ่ายเงินปันผลดีสม่ำเสมอ
3. มีการกระจายฐานลูกค้าไม่กระจุกตัว 1. เป็น Pure AI & Megatrend Play ในไทยที่ได้อานิสงส์ตรงจาก Data Center และ EV
2. อัตรากำไร (Margin) และการเติบโตของกำไรสูงมาก
3. มีผลต่อดัชนี SET50 สูง
จุดด้อย (Weaknesses) 1. อัตรากำไร (Margin) ต่ำกว่า เนื่องจากเป็นงานรับจ้างประกอบ
2. มีภาระขาดทุนจากธุรกิจใหม่ (Silicon Carbide - SiC) ที่กำลังทยอยปรับโครงสร้าง
3. รายได้จาก AI ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า DELTA 1. Valuation แพงมาก (P/E สูงลิ่ว)
2. ความผันผวนของราคาหุ้นสูงตามปัจจัยเก็งกำไรและมาตรการเกณฑ์กักติด Cash Balance
3. ความเสี่ยงเรื่องภาษีและนโยบายการค้าต่างประเทศ
ควรลงทุนตัวไหนมากกว่ากัน? คำตอบคือ..การเลือกลงทุนขึ้นอยู่กับ "สไตล์การลงทุน" และ "การรับความเสี่ยง" ของตัวท่านเอง
กรณีที่ 1: เลือกลงทุน "HANA" ดีกว่า หากคุณคือ...นักลงทุนสายคุณค่า / เน้น Upside & Dividend
-HANA เหมาะกับคนที่มองหา "หุ้นราคาไม่แพงที่มีแนวโน้มฟื้นตัว"
-มีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากการเข้าคำนวณ MSCI และวัฏจักรชิ้นส่วนสมาร์ทโฟน/PC เริ่มกลับมา
-หากธุรกิจใหม่อย่าง Silicon Carbide (SiC) เริ่มลดขาดทุนได้ตามแผน และการขยายตลาดชิ้นส่วน AI สำเร็จ ราคาหุ้นจะมีโอกาส Re-rating ขึ้นได้แรง
กรณีที่ 2: เลือกลงทุน "DELTA" ดีกว่า หากคุณคือ...นักลงทุนสายเก็งกำไรโมเมนตัม / เกาะเทรนด์เติบโตแรง
-DELTA คือหุ้นที่เป็นศูนย์กลางของ Mega-trend (AI, Data Center, EV) ในตลาดหุ้นไทยแบบชัดเจนที่สุด
-ผลประกอบการและกำไรเติบโตทำ New High ได้เรื่อยๆ ตามตลาด AI โลก
-ข้อควรระวัง: เนื่องจาก Valuation ปัจจุบันแพงมาก การเข้าซื้อ DELTA ที่ราคาสูงมีความเสี่ยงโดนแรงขายปรับฐานรุนแรงได้ตลอดเวลา
บทสรุปที่เจ๊ได้จากเรื่องนี้(หมัดต่อหมัด!เล่นตัวไหนดี HANA : DELTA )คือ
1.หากเน้นความปลอดภัย และ Risk/Reward ที่คุ้มค่ากว่า ณ ราคาปัจจุบัน แนะนำ "HANA" เพราะราคาหุ้นยังสะท้อนปัจจัยบวกไปไม่หมดเท่า DELTA และมี Margin of Safety มากกว่า
2.กลยุทธ์ผสมผสาน นักลงทุนบางกลุ่มอาจใช้วิธี การกระจายความเสี่ยง โดยให้น้ำหนัก HANA เป็นหลักสำหรับการเก็งกำไรการฟื้นตัว (Turnaround/Laggard Play) และเจียดน้ำหนักส่วนน้อยไว้ที่ DELTA เพื่อเกาะกระแส AI Momentum โลก
รักใคร..ชอบใคร จัดไปเลยจ๊ะ!!!!
