Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 19-08-2569 เทียบฟอร์มหุ้นตระกูล ป. ใครเจ๋งสุด! PTT-PTTEP-PTTGC-TOP-OR

หุ้นพลังงานขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ชื่อแรก ๆ คงหนีไม่พ้น PTT, PTTEP, PTTGC, TOP และ OR แม้ทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ร่มเงาของ “กลุ่ม ปตท.” เหมือนกัน แต่โครงสร้างธุรกิจ แหล่งที่มาของรายได้ และปัจจัยขับเคลื่อนกำไรกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน เจ๊จิ๋มมองว่าการเลือกลงทุนใน 5 หุ้นยักษ์ใหญ่นี้จึงไม่ควรดูเพียงว่า “ใครรายได้เยอะที่สุด” เพราะรายได้สูงไม่ได้หมายความว่ากำไรจะสูงตามเสมอไป
เริ่มจาก PTT ในฐานะบริษัทแม่ที่มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ การค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ไปจนถึงการลงทุนในบริษัทลูกด้านพลังงานและปิโตรเคมี โดยปี 2568 PTT มีรายได้จากการขายและบริการ 487,585 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้น 14,600 ล้านบาท ซึ่งผลกำไรได้รับอิทธิพลจากผลประกอบการของบริษัทลูกและบริษัทร่วมหลายแห่ง จุดแข็งของ PTT จึงไม่ได้อยู่ที่การเติบโตของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เป็นการกระจายธุรกิจครอบคลุมหลายห่วงโซ่ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซและการลงทุนในบริษัทลูก
ด้านมุมมองนักวิเคราะห์ ข้อมูล IAA Consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 43.79 บาท สะท้อนภาพของ PTT ในฐานะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจกระจายตัวและเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนจากการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป
ขยับมาที่ PTTEP ซึ่งเป็นหุ้นพลังงานต้นน้ำและมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมันมากที่สุดในกลุ่ม เพราะทำธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยตรง รายได้และกำไรจึงขึ้นอยู่กับปริมาณขาย ราคาขายเฉลี่ย และต้นทุนการผลิตเป็นหลัก ผลงานครึ่งแรกปี 2569 ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีรายได้ 176,756 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 39,032 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% YoY เป็น 563,179 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% เป็น 49.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ
ตรงนี้เองที่เจ๊จิ๋มมองว่า PTTEP มีจุดเด่นเรื่อง “คุณภาพของกำไร” อย่างชัดเจน เพราะแม้รายได้จะต่ำกว่า PTT แต่สามารถสร้างกำไรสุทธิได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ บล.กสิกรไทย คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2569 มีโอกาสอยู่ที่ 2.2–2.3 หมื่นล้านบาท เติบโตทั้ง YoY และ QoQ
ต่อมาคือ PTTGC ก็คือหุ้นที่อยู่ในธุรกิจปลายน้ำที่ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์ โพลิเมอร์ อะโรเมติกส์ เคมีภัณฑ์ และโรงกลั่นบางส่วน นักวิเคราะห์มองว่าการฟื้นตัวของ PTTGC ยังมีโอกาสเดินหน้าต่อ โดยครึ่งแรกของ 2569 รายได้อยู่ที่ประมาณ 328,604 ล้านบาท กำไร 15,440 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ IAA Consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 43.73 บาท
ดังนั้น เจ๊จิ๋มมองว่า PTTGC เหมาะกับนักลงทุนที่มองหาโอกาสจากการฟื้นตัวของผลประกอบการ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงกว่า PTT และ PTTEP เพราะกำไรยังขึ้นอยู่กับวัฏจักรปิโตรเคมีและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างเร็ว
ส่วน TOP มีความชัดเจนในฐานะหุ้นโรงกลั่น โดยมีธุรกิจหลักคือการกลั่นน้ำมันและน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน พร้อมธุรกิจปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าเข้ามาเสริม ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้จากการขาย 261,086 ล้านบาท และกำไรสุทธิพุ่งขึ้นถึง 27,765 ล้านบาท จากแรงหนุนของค่าการกลั่น หรือ GRM ที่แข็งแกร่ง
เจ๊จิ๋มมองว่าจุดเด่นของ TOP คือความสามารถในการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อค่าการกลั่นอยู่ในระดับที่เอื้ออำนวย แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนก็ต้องยอมรับความผันผวนที่เป็นธรรมชาติของธุรกิจโรงกลั่น เพราะเมื่อ GRM ลดลง ผลประกอบการก็มีโอกาสชะลอตัวตามไปด้วย โดย IAA Consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 68.82 บาท
ปิดท้ายด้วย OR ซึ่งมีโมเดลธุรกิจแตกต่างจากพี่น้องในกลุ่มอย่างชัดเจน เพราะเป็นทั้งธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและ Lifestyle โดยปี 2568 OR มีรายได้สูงถึง 660,890 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 11,304 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ารายได้จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะมีอัตรากำไรสูงตามไปด้วย สะท้อนว่าโจทย์ของ OR ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารค่าการตลาด ควบคุมต้นทุน และผลักดันธุรกิจ Non-Oil โดยเฉพาะกลุ่ม Lifestyle อย่าง Café Amazon ให้เข้ามามีบทบาทต่อกำไรมากขึ้น
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บล.กรุงศรี และ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินกำไร OR ไว้ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 12,137 ล้านบาท โดยมองว่ากำไรมีโอกาสฟื้นตัวจากการเติบโตของธุรกิจ Non-Oil และการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามมากกว่าการมองเพียงตัวเลขรายได้
เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 5 บริษัท เจ๊จิ๋มขอสรุปว่า ไม่มีหุ้นตัวไหนดีที่สุดในทุกด้าน เพราะแต่ละบริษัทตอบโจทย์การลงทุนคนละแบบ หากต้องการหุ้นที่มีธุรกิจกระจายตัว PTT ยังมีจุดแข็ง หากต้องการเน้นกำไรจากธุรกิจต้นน้ำ PTTEP มีความโดดเด่น ขณะที่ PTTGC เหมาะกับคนที่มองหาโอกาส Turnaround ส่วน TOP จะได้ประโยชน์เมื่อค่าการกลั่นอยู่ในระดับดี และ OR ต้องจับตาการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจน้ำมันไปสู่ธุรกิจค้าปลีกและ Non-Oil มากขึ้น
สุดท้ายแล้ว เจ๊จิ๋มมองว่าการลงทุนในหุ้นพลังงานขนาดใหญ่ไม่ควรดูเพียงว่าใครมีรายได้มากที่สุด แต่ต้องดูว่า “รายได้นั้นเปลี่ยนเป็นกำไรได้มากแค่ไหน และกำไรมีโอกาสเติบโตต่อหรือไม่” เพราะในตลาดหุ้น บริษัทที่ทำรายได้สูงที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ดีที่สุดเสมอไปเจ้าค่ะ