Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 01-10-2569 (ครม.อนุมัติงบฯ 4 พันลบ.ช่วยน้ำท่วม ธีมเล่นหุ้นรับเหมาฯ CK-STECON ต้องมา!)


01 ตุลาคม 2569

อนุมัติงบฯ 4 พันลบ_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

สวัสดีเดือน ตุลาคม 2569 นับถอยหลังสามเดือนจะพ้นปี 2569 แล้ว!!! เมื่อวานมาพร้อมกับข่าวเรื่อง ครม. อนุมัติใช้งบกลาง (เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน) ปี 2569 วงเงิน 4,731.67 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 24 จังหวัด โดยสำนักงบประมาณเสนอให้ กทม. ใช้เงินสะสมของตนราว 2.97 พันล้านบาทก่อน เพื่อไม่ให้จ่ายซ้ำซ้อน ขณะที่การจ่ายต่อครัวเรือน (นายกฯ ระบุกรอบ 9,000 บาท) ต้องผ่านเกณฑ์และคณะกรรมการ

เรื่องนี้กูรูในวงการหุ้นบอกว่า เนื่องจากระดับเม็ดเงินเยียวยาไม่มาก คือ ราว 0.01% ของ GDP จึงต้องติดตามมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งล่าสุดเริ่มเห็นฝั่งบีโอไอออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อช่วยฟื้นฟูกิจการให้กลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด สิทธิประโยชน์หลัก คือการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่นำมาทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายและการตัดบัญชีทรัพย์สินที่เสียหายโดยไม่มีภาระภาษี ทำให้แม้ระยะสั้นกลุ่มที่ตลาดกังวล อาทิ ธนาคาร เช่าซื้อ ยังเหวี่ยง แต่น่าจะค่อยๆเริ่มสร้างฐานใหม่ ส่วนฝั่งโครงการบริหารจัดการน้ำ แม้ยังต้องรอขั้นตอนต่างๆเพิ่ม แต่เม็ดเงินที่มีขนาด 0.87% ของ GDP คาดหนุนจิตวิทยาบวกระยะสั้น หุ้นธีมลงทุน นำโดยรับเหมา CK, STECON ธนาคาร

ส่วนสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ ไม่ค่อยสวยนัก หลัง SET INDEX ปิดที่ 1,559.01 จุด ลดลง 36.39 จุด  มีรายงานว่าแรงขายรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นการประเด-ประดังกัน ทั้งเรื่องบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ น้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด Fund Flow ต่างชาติ รวมถึงเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งล้วนกดดันหุ้นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร จนทำให้บรรยากาศการลงทุนช่วงท้ายเดือนถูกกดดันอย่างหนัก

หนึ่งในตัวเร่งสำคัญคือ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ขยับขึ้นมาแถว 5.2–5.25% ซึ่งถือเป็นระดับสูง และทำให้ตลาดกลับมากังวลว่า ดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด  มีการมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะ Higher for Longer ขณะที่ Real Yield ที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงและหุ้นที่มี Valuation สูง

พูดง่ายๆ คือ เมื่อเงินต่างชาติไหลออก หุ้นใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีก็หนีไม่พ้นที่จะถูกขายตามไปด้วย และรอบนี้กลุ่มที่เห็นแรงขายชัดเจนคือหุ้นธนาคาร โดยเฉพาะ KBANK และ KTB ขณะที่ SCB และ BBL ก็อยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาเช่นกัน

นอกจากเรื่อง Bond Yield สหรัฐฯ แล้ว ยังมีประเด็นน้ำท่วมกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัด เข้ามาซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร เพราะหากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ สิ่งที่ตลาดต้องจับตาคือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้ารายย่อยและ SME รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์และ NPL ที่อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและกระทบต่อสถาบันการเงินของไทยในระยะถัดไป

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดแรงขาย  คือการเชื่อมโยงกับความกังวลเรื่องน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและเลือกขายหุ้นขนาดใหญ่ นำโดย DELTA, KTB, KBANK และ SCC โดยช่วงเช้า SET ปรับตัวลงมากกว่า 30 จุด

เจ๊ว่า สิ่งที่ตลาดต้องจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ระดับ SET INDEX ว่าจะลงไปถึงไหน แต่ต้องดูว่า Fund Flow ต่างชาติจะหยุดไหลออกหรือไม่ เพราะตราบใดที่ Bond Yield สหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง ค่าเงินบาทยังมีแรงกดดัน และต่างชาติยังลดความเสี่ยง หุ้นขนาดใหญ่ก็ยังมีโอกาสเผชิญแรงขายเป็นระยะ

ก่อนจากกันวันนี้เจ๊ว่ามีอีกสองเรื่องที่น่าจะเป็นประเด็นและมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนคือ

1.SET50 และ SET100 จะปรับน้ำหนัก (Weight adjustment) ดัชนีสิ้นไตรมาส คาด DELTA น่าจะถูกเพิ่มน้ำหนักจาก Passive Fund ราว 2 พันล้านบาท

2.ประธาน กสทช. ทไหนังสือขอลาการประชุมบอร์ดวันที่ 1-2 ต.ค. ท่ามกลางข้อพิพาทสถานะตำแหน่งตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง พร้อมเปิดทางให้กรรมการเลือกประธานเฉพาะกิจขึ้นทำหน้าที่แทน เพื่อปลดล็อกปัญหาประชุมล่มซ้ำซากและเดินหน้าสะสางวาระที่คั่งค้าง

มีการประเมินว่าจากการยุติภาวะสุญญากาศช่วยลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย เปิดทางเร่งเคาะงบ USO เฟส 3 จิตวิทยาบวกต่อหุ้นเสนอราคาต่ำสุด อาทิ GST(THCOM เดิม), INSET, TRUE, ITEL นอกจากนี้ ผลบวกสำคัญ คือ การสร้างความชัดเจนต่อโรดแมปทีวีดิจิทัลใกล้สิ้นสุดอายุสัญญา บวกอ่อนๆ กลุ่มทีวี ดิจิตอล โอกาสเห็นความชัดเจน