จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : TIDLOR เปลี่ยนโหมด เน้น “โตอย่างมีคุณภาพ” โบรกฯ ชู 2Q/69 กำไรแกร่ง


11 สิงหาคม 2569

TIDLOR รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

TIDLOR เดินหน้าปรับโครงสร้างสินเชื่อ เน้นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ หวังยกระดับคุณภาพพอร์ตและลดความผันผวนของ Credit Cost แม้กดดัน NIM ระยะสั้น แต่โบรกฯ ยังมองกำไร 2Q69 เติบโต YoY ขณะที่ฐานทุนแข็งแกร่งและ D/E ต่ำกว่า 2 เท่า เปิดทางเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้นในระยะยาว

บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อ สะท้อนจากแนวโน้มสินเชื่อในไตรมาส 2/2569 ที่คาดว่าจะเติบโตเพียงเล็กน้อย ขณะที่การปรับพอร์ตไปยังสินเชื่อกลุ่มความเสี่ยงต่ำมากขึ้น แม้จะกดดันอัตราผลตอบแทนสินเชื่อ แต่ในระยะยาวถือเป็นการวางรากฐานให้ธุรกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น

บล.เคจีไอ ประเมินกำไรสุทธิ TIDLOR ในไตรมาส 2/2569F ที่ประมาณ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 13% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 20% YoY และคิดเป็นราว 54% ของประมาณการกำไรทั้งปี สะท้อนว่าภาพรวมผลประกอบการยังอยู่ในทิศทางที่สามารถรองรับเป้าหมายทั้งปีได้

ปัจจัยที่ทำให้กำไรไตรมาส 2 ลดลงมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM ที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 10bps QoQ หลังบริษัทปรับโครงสร้างสินเชื่อไปเน้นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ซึ่งทำให้ Yield สินเชื่อลดลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองหรือ Credit Cost ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.4% จากระดับ 1.7% ในไตรมาสแรก ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับแนวโน้มการตั้งสำรองของบริษัท

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับปีก่อน กำไรยังมีโอกาสเติบโตได้จาก Credit Cost ที่ลดลงประมาณ 20bps ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจาก NIM และค่าใช้จ่ายบางส่วน ทำให้ภาพรวมยังสะท้อนความสามารถในการสร้างกำไรที่แข็งแกร่ง

ประเด็นที่ต้องจับตาสำหรับ TIDLOR คือระดับสินเชื่อ Stage 2 ซึ่งอยู่ในระดับสูง โดยคิดเป็นประมาณ 16% ของสินเชื่อรวม สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการ Non-bank รายอื่นที่อยู่ราว 6-7% และสูงกว่า BAY ที่ประมาณ 9%ซึ่งสัดส่วน Stage 2 ที่อยู่ในระดับสูงทำให้ TIDLOR จำเป็นต้องใช้นโยบายการตั้งสำรองที่ค่อนข้างเข้มงวด เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ ส่งผลให้ Credit Cost ของบริษัทมีความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากการรวมธุรกิจกับ BAY อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ไตรมาส 3/2568

ในมุมของนักลงทุน ประเด็นดังกล่าวอาจถูกมองเป็นแรงกดดันต่อกำไรในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงที่ไม่ได้มุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อเพียงอย่างเดียว การตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้บริษัทสามารถรองรับความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อได้ดีขึ้น และสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบดุลในระยะยาว

บล.เคจีไอจึงมองว่า TIDLOR จำเป็นต้องปรับนโยบายการกำหนด Credit Cost ให้สอดคล้องกับโครงสร้างสินเชื่อใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนสินเชื่อความเสี่ยงต่ำเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทได้ปรับลดประมาณการ Credit Cost ในระยะยาวลงมาอยู่ที่ 2.5% จากเดิม 2.75% สะท้อนมุมมองว่าคุณภาพพอร์ตสินเชื่อมีแนวโน้มดีขึ้น

อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจคือสถานะด้านเงินทุนของ TIDLOR โดยบริษัทได้รับอันดับเครดิต A- จาก Japan Credit Rating Agency หรือ JCR ซึ่งสะท้อนศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในต่างประเทศ และช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริหารโครงสร้างเงินทุนของบริษัท

แม้การระดมทุนจากต่างประเทศอาจไม่ได้ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทันที แต่การมีแหล่งเงินทุนที่หลากหลายและสามารถเข้าถึงเงินทุนระยะยาวได้ ถือเป็นข้อได้เปรียบในการรองรับการขยายธุรกิจและบริหารสภาพคล่องในระยะยาว

ขณะเดียวกัน โครงสร้างเงินทุนที่มี D/E ต่ำกว่า 2 เท่า ยังเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลได้ในอนาคต จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 30% ซึ่งหากสามารถขยับ Payout Ratio ขึ้นไปมากกว่า 50% ได้ ก็จะมีโอกาสทำให้ Dividend Yield ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับมากกว่า 6% และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ TIDLOR มีความน่าสนใจในฐานะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลควบคู่กับการเติบโต

ด้าน บล.หยวนต้า ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ของ TIDLOR อยู่ที่ประมาณ 1,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% YoY แต่ลดลง 9.8% QoQ โดยคาดว่าผลประกอบการจะได้รับแรงกดดันจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ลดลง ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของสินเชื่อใหม่

สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 หยวนต้าคาดว่ากำไรยังเติบโตได้เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้อาจลดลงจากครึ่งแรกของปี เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายตามปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น แต่แรงกดดันดังกล่าวมีโอกาสได้รับการชดเชยบางส่วนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง

บล.หยวนต้ายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2570 ที่ 23 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside ประมาณ 20.4% และ TIDLOR ยังเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ