รายงานพิเศษ : PTTGC เทิร์นอะราวด์ Oversupply ลด-ต้นทุนหด โบรกฯ อัพเป้ากำไรปี 69-70 ขึ้น

PTTGC รับอานิสงส์วงจรปิโตรเคมีฟื้น หลังผู้ผลิตทั่วโลกทยอยปรับกำลังการผลิต ขณะที่โรงกลั่นได้แรงหนุนจาก Supply พลังงานตึงตัว ด้านการปรับโครงสร้างธุรกิจช่วยลดต้นทุน หนุนกำไรปกติเติบโตเด่นในช่วง 2569-2571
PTT Global Chemical หรือ PTTGC ส่งสัญญาณเข้าสู่รอบฟื้นตัวของผลประกอบการอย่างชัดเจน หลังภาพธุรกิจเริ่มเปลี่ยนจากช่วงที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะ Oversupply ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มาเป็นจังหวะที่ Supply เริ่มปรับตัวลดลง ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นได้รับแรงหนุนจากภาวะ Supply พลังงานที่ตึงตัว ส่งผลให้มุมมองของนักวิเคราะห์ต่อแนวโน้มกำไรในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยบล.กรุงศรีปรับประมาณการกำไรปกติของ PTTGC ในปี 2569-2570 ขึ้นแรง โดยปี 2569 เพิ่มขึ้น 117% มาอยู่ที่ 29,530 ล้านบาท และปี 2570 เพิ่มขึ้น 64% มาอยู่ที่ 17,225 ล้านบาท สะท้อนภาพการฟื้นตัวของธุรกิจที่ชัดเจนกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า พร้อมปรับราคาเป้าหมายไปเป็นปี 2570 ที่ 50 บาทต่อหุ้น และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยเลือก PTTGC เป็นหนึ่งใน Top Pick ของกลุ่ม
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประมาณการกำไรปรับขึ้น คือความสามารถในการบวก Premium ในช่วง 2Q69 ประกอบกับภาวะ Supply พลังงานที่ตึงตัว ซึ่งช่วยสนับสนุนธุรกิจโรงกลั่น โดยเฉพาะในช่วงที่การขนส่งพลังงานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันและผลิตภัณฑ์พลังงานมีความผันผวนและตึงตัวมากขึ้น
ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กรุงศรียังคงมองว่า PTTGC จะเห็นการเติบโตของผลประกอบการเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการปรับโครงสร้างกำลังการผลิตของผู้ประกอบการ ปิโตรเคมีทั่วโลก หรือการทำ Rationalization ซึ่งช่วยลดปริมาณ Supply ส่วนเกินในตลาด
ตัวเลข Spread สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในช่วง 2H25 HDPE Spread อยู่ที่ประมาณ 308-332 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ราคาอยู่ที่ 871-920 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับช่วง 3Q26TD ที่ Spread อยู่ประมาณ 291 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1,089 ดอลลาร์ต่อตัน สะท้อนว่าตลาดกำลังทยอยปรับสมดุลจากการลด Supply แม้ Spread จะยังมีความผันผวน
อีกจุดที่เริ่มเห็นผลชัดเจนคือ การปรับโครงสร้างการผลิตและต้นทุนของ PTTGC ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายคงที่ลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดแข็งของ PTTGC จึงไม่ได้อยู่เพียงการรอให้ Product Spread ฟื้นตัวเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความได้เปรียบด้านต้นทุนและ Economies of Scale ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดีขึ้น แม้ในช่วงที่ Spread ยังมีความผันผวน เมื่อผลิตภัณฑ์หลักเริ่มกลับมาอยู่ใกล้ระดับจุดคุ้มทุน ผลของการลดต้นทุนจะยิ่งสะท้อนผ่านกำไรได้ชัดเจนขึ้น
กรุงศรีจึงมองว่ากำไรของ PTTGC มีโอกาสเติบโตในอัตราเฉลี่ยสูงถึง 41% CAGR ในช่วงปี 2569-2571 ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนว่า PTTGC กำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงปรับฐานเข้าสู่รอบการฟื้นตัวของผลประกอบการครั้งใหม่
ขณะที่ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/69 ในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าธุรกิจโรงกลั่นยังเป็นพระเอกของ PTTGC หลังค่าการกลั่นในช่วง 3Q69TD ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ผลกระทบจากการปรับราคาผลิตภัณฑ์ ณ โรงกลั่นมีไม่มากเท่ากับช่วง 2Q69
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจปิโตรเคมียังต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ Spread มีแนวโน้มอ่อนตัวลง และทำให้ LH ประเมินว่ากำไรปกติใน 3Q69 อาจลดลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังสามารถเติบโตในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ประเด็นดังกล่าวทำให้ภาพการฟื้นตัวของ PTTGC ไม่ได้เป็นการเติบโตแบบเส้นตรง แต่เป็น การฟื้นตัวที่มีโรงกลั่นเป็นฐานรองรับ ขณะที่ปิโตรเคมีจะทยอยกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญเมื่อ Supply ส่วนเกินในตลาดลดลง และเมื่อผนวกกับการลดต้นทุนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ ก็จะช่วยยกระดับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว
สำหรับนักลงทุน อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจคือระดับ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดย บล. LH ระบุว่าราคาหุ้น PTTGC ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และมี P/B เพียงประมาณ 0.6 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ประมาณ 0.8 เท่า ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากผลประกอบการ 2Q69 ที่ออกมาโดดเด่นและดีกว่าที่คาด
เมื่อมองภาพรวมแล้ว PTTGC จึงกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ จากเดิมที่นักลงทุนกังวลเรื่อง Oversupply และ Spread ที่อยู่ในระดับต่ำ กลายเป็นภาพของ Supply ที่เริ่มปรับสมดุล ธุรกิจโรงกลั่นกลับมาแข็งแกร่ง และโครงสร้างต้นทุนของบริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น