Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 06-08-2569 (ลุ้น ADVANC-GPSC-GULF วันนี้ คาดประกาศงบ Q2/69 สวย)


06 สิงหาคม 2569

ลุ้น ADVANC-GPSC-GULF_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

ที่จริงเรื่องหลักวันนี้จะเล่าเกี่ยวกับ “Data Center” แต่ขอแฉลบออกนอกทางแป๊บนึงให้แฟนคลับได้เตรียมตัวลุ้นผลประกอบการไตรมาส 2/69 ที่คาดว่าจะกำไรดี

6 ส.ค. ADVANC-GPSC-GULF

7 ส.ค. CPAXT-PTTGC-MRDIYT-THANI

วกกลับมาที่เรื่องหลักของวันนี้ดีกว่า จากที่รัฐเตรียมอนุมัติเกณฑ์ธุรกิจ Data Center ใหม่ เน้นรวมศูนย์อนุมัติโครงการ เพื่อจัดการทรัพยากร อาทิ (น้ำ/ไฟฟ้าหมุนเวียน) และมลพิษให้มีประสิทธิภาพ + กระจายการลงทุน และหนุนธุรกิจไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน โดยกระทบต่อโครงการเดิมจำกัด เซียนหุ้นคาดความชัดเจนนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุน และเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่ม Infra Tech, ไฟฟ้า, รับเหมา, สื่อสาร นิคม

ในอีกมิติ..มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า Data Center "ประเทศไทยควรเอาหรือไม่เอา" จากเดิมที่หลายคนตื่นเต้นกับเม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านบาทจาก Google, Amazon Web Services (AWS), TikTok และบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ทยอยเลือกประเทศไทยเป็นฐานลงทุน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงคัดค้านไม่น้อย เพราะมองว่า Data Center เป็นธุรกิจที่กินไฟ กินน้ำ ใช้ทรัพยากรมหาศาล แต่กลับสร้างการจ้างงานไม่มาก จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วประเทศไทยจะได้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

เจ๊จิ๋มมองว่า ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผล เพียงแต่กำลังมองคนละมุม หากมอง Data Center เป็นเพียงอาคารที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์ ก็ย่อมเห็นแต่ต้นทุนด้านไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรที่ต้องใช้จำนวนมาก แต่หากมองให้ลึกกว่านั้นว่า Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุค AI ภาพทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันที

ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเปิด TikTok ดูคลิป โอนเงินผ่านมือถือ ใช้ AI หรือประชุมผ่านระบบ Cloud ทุกอย่างล้วนต้องอาศัย Data Center ทั้งสิ้น

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนสร้างถนน สนามบิน และท่าเรือ เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับวันนี้ที่โลกกำลังเร่งลงทุนสร้าง Data Center เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล และประเทศไทยก็มาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะเป็นเพียง "ผู้ใช้ AI" หรือจะก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลาง AI" ของภูมิภาค

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า BOI อนุมัติโครงการ Data Center และ Cloud Service แล้วกว่า 9.58 แสนล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ทันทีที่มีข่าวออกมา คำถามสำคัญก็ตามมาทันทีว่า เมื่อ Data Center ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล แล้วคนไทยจะได้อะไรกลับมา

คำถามนี้ไม่ผิด...แต่คำตอบอาจไม่ใช่อย่างที่หลายคนคิด

ในเรื่องไฟฟ้า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลน ตรงกันข้าม เรายังมีกำลังการผลิตสำรองอยู่ในระดับสูง การมีลูกค้ารายใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงอย่าง Data Center กลับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ระบบไฟฟ้า หากภาครัฐออกแบบโครงสร้างค่าไฟได้เหมาะสม ก็สามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่ระบบ และช่วยลดภาระต้นทุนของประเทศในระยะยาวได้

ส่วนเรื่องน้ำ แม้จะเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล แต่ก็ไม่ใช่ทางตัน เพราะผู้ให้บริการ Data Center ระดับโลกหลายแห่งมีนโยบาย Water Offset หรือการชดเชยการใช้น้ำ พร้อมลงทุนในระบบรีไซเคิลน้ำ โรงบำบัดน้ำ และโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติในปริมาณที่เทียบเท่าหรือมากกว่าที่ใช้ไป หากภาครัฐกำหนดกติกาและเงื่อนไขที่ชัดเจน ประเทศไทยก็สามารถเปลี่ยนข้อกังวลให้กลายเป็นโอกาสได้

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจาก Data Center ไม่ได้ตกอยู่กับเจ้าของโครงการเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกระจายประโยชน์ไปยังธุรกิจไทยตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน หรือ Value Chain

เมื่อสำรวจบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ 3 แห่ง จะเห็นภาพตรงกันว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์มีตั้งแต่โรงไฟฟ้า สาธารณูปโภค นิคมอุตสาหกรรม ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสาร

กูรูมองว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือธุรกิจโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค โดยเฉพาะ WHAUP จากการขายน้ำอุตสาหกรรมและระบบไฟฟ้า ขณะที่ GUNKUL, GULF, BGRIM และ STECON จะได้รับอานิสงส์จากงานระบบวิศวกรรม พลังงานสะอาด และการก่อสร้างอาคาร Data Center

ให้น้ำหนักกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยชู DELTA เป็นหุ้นเด่นจากความต้องการระบบ Power Supply และเทคโนโลยีระบายความร้อนสำหรับ AI Server ส่วน HANA และ KCE ได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ระดับสูง ขณะที่ WHA ก็ได้ประโยชน์จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมให้ผู้ลงทุนต่างชาติ

ทั้งยังเป็นโอกาสในกลุ่มสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเลือก WHAUP เป็น Top Pick จากรายได้ค่าน้ำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ BCPG ได้อานิสงส์จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟของ Data Center รวมถึง INSET, ITEL และ SYMC ที่มีโอกาสรับงานวางระบบ Data Center ระบบ Co-location และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก

เจ๊จิ๋มมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่หุ้นตัวไหนจะขึ้นมากที่สุด แต่อยู่ที่เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ไหลผ่านประเทศไทยไปเฉย ๆ แต่กำลังสร้างรายได้ให้กับบริษัทจดทะเบียนไทย เกิดการลงทุนต่อเนื่อง เกิดการจ้างงาน และสร้างผลตอบแทนกลับไปยังผู้ถือหุ้นไทยในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจ๊จิ๋มกังวลที่สุด ไม่ใช่การมี Data Center แต่คือ การมี Data Center โดยไม่มีแผนต่อยอด

หากประเทศไทยเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาตั้งเซิร์ฟเวอร์เพียงอย่างเดียว เราก็อาจเป็นได้แค่ "เจ้าของพื้นที่ให้เช่า" แต่หากใช้โอกาสนี้พัฒนาบุคลากรด้าน AI ผลักดันสตาร์ทอัพไทย ยกระดับ Digital Government และสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของตัวเอง ประเทศไทยก็จะได้มากกว่าแค่ค่าเช่าที่ดินหรือค่าไฟ แต่จะได้อุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สำหรับเจ๊จิ๋ม คำตอบของคำถามที่ว่า "Data Center ไทยได้มากกว่าหรือเสียมากกว่า?" จึงค่อนข้างชัดเจนว่า ประเทศไทยได้มากกว่าเสีย แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขสำคัญคือ รัฐบาลต้องบริหารจัดการให้เป็น และรู้ว่าจะเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ในวันนี้ ให้กลายเป็นการยกระดับเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้าได้อย่างไร