Talk of The Town

THAI งบ Q2 ทำจุดต่ำสุดของปี โบรกฯคาดกำไรเหลือ 850 ลบ. แนะรอสะสมหลังคลายหุ้น lock up


03 สิงหาคม 2569

THAI งบ Q2_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

THAI โบรกฯ คาดไตรมาส 2 /69 กำไรทำจุดต่ำสุด ที่ 850 ล้านบาท ลดลง 88% ต้นทุนน้ำมันพุ่งฉุดผลงาน พร้อมแนะกลยุท์ลงทุน รับมือราคาหุ้นผันผวนในช่วงสั้นจากหุ้น Lock Up อีก 75% ทยอยสะสมตามช่วงราคาที่น่าสนใจ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 2/69 ของ THAI ที่ 850 ล้านบาท ลดลง 91% จากไตรมาสก่อน, ลดลง 88% จากช่วงเดียวกัน โดยอ่อนแอลงตามปัจจัยฤดูกาลและผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ยังสามารถรายงานกำไรได้จากการบริหารต้นทุนที่ดี รวมถึงการกลับรายการทางภาษี 

ขณะที่รายได้รวมที่ 4.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 7% จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกัน ปัจจัยหนุนจากธุรกิจสายการบินที่มีการปรับค่าตั๋วและ Fuel Surcharge ขึ้นเพื่อส่งผ่านต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น และธุรกิจขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ได้ประโยชน์จาก Freight Yield ที่สูงขึ้น เพราะ Supply Disruption ของพื้นที่ขนส่งในช่วงสงคราม 

อย่างไรก็ดี คาด EBITDA Margin ลดลงมาอยู่ที่ 10.7% แรงกดดันหลักมาจากต้นทุน Jet Fuel (Lag Time 1 เดือน) เฉลี่ย ไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 182.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงขึ้น 114% จากไตรมาสก่อน และ 124% จากช่วงเดียวกัน จากสงคราม และ SG&A ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.7 พันล้านบาท จากกิจกรรมการตลาดและโฆษณาเพื่อกระตุ้นยอดขายในครึ่งปีหลังปี 69 ทั้งนี้ คาด THAI มีรายได้ทางภาษีราว 1.5 พันล้านบาท เป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถรายงานกำไรในไตรมาส 2/69

สำหรับ Capacity ตั้งแต่เดือน ก.ค. กลับสู่ระดับปกติก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยบริษัทให้ Guidance เบื้องต้นถึงแนวโน้มดีมานด์โดยรวมที่แข็งแกร่งในครึ่งปีหลังปี 69 คาดสามารถบริหารเส้นทางและความถี่เที่ยวบินให้สอดคล้องกับดีมานด์ได้ดีขึ้นโดยเฉพาะในตลาดยุโรปและออสเตรเลียที่ชะลอตัวในไตรมาส 2/69 

โดยการดำเนินงานของ THAI ยังตั้งเป้าหมายหลักคือการสร้างกำไร ปัจจุบัน THAI ทำ Fuel Hedging ไว้ 40% ของปริมาณการใช้ในครึ่งปีหลังปี 69 อิงทั้งน้ำมันดิบ Brent และ Jet Fuel (ลดผลกระทบจากส่วนต่างราคา Brent-Jet ที่อาจกว้างขึ้น) และทยอยทำสัญญา Hedging ระยะสั้นให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในช่วงสั้นของทั้งForward Booking และราคาน้ำมัน

ดังนั้น ประเมินผลประกอบการไตรมาส 3/69 จะฟื้นตัวจากไตรมาสกอ่น ตามราคาน้ำมันที่ลดลง 28% และจากการบริหารที่ดีขึ้นต่อเนื่อง แต่จะยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันไปถึงไตรมาส 1/70 เป็นอย่างน้อย โดยอัพไซด์หลักต่อผลประกอบการจะมาจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

โดยจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกว่าคาด ทำให้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ลง 10-28% เป็น 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 42% และ 2.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% ตามลำดับ จากการปรับสมมติฐาน Passenger Yield, ราคา Jet Fuelและจำนวนผู้โดยสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มหลังสงคราม 

อย่างไรก็ดี คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดย Rollover ไปใช้ราคาเหมาะสมที่ 8 บาท ในเชิงพื้นฐานไตรมาส 2/69 ที่ถูกกระทบจากสงครามจะเป็นจุดต่ำสุดของปีโดยการบริหารธุรกิจได้ดีในช่วงที่ท้าทาย เมื่อรวมกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, แนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลง และการขยายฝูงบินจะผลักดันให้กำไรกลับมาเติบโตในปี 2570 

ทั้งนี้ ประเมินราคาหุ้นอาจผันผวนตั้งแต่ 4 ส.ค. เป็นต้นไป จากหุ้น Lock Up อีก 75% (ราว 2.0 หมื่นล้านหุ้น) ที่จะกลับมาซื้อขายได้ เชิงกลยุทธ์แนะนำทยอยเข้าสะสมตามระดับราคาที่น่าสนใจทั้งในด้านมูลค่าและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่นทั่วโลก