รายงานพิเศษ : SFLEX รับแรงส่ง ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจฟื้น จุดพลังเศรษฐกิจ-กำลังซื้อกลับมา

ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบหลายเดือน สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการผลิต การค้า และกำลังซื้อในประเทศ ปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย แต่ยังส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ SFLEX ที่มีฐานลูกค้าครอบคลุมกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมเดินหน้าขยายตลาดและต่อยอดนวัตกรรม หนุนเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโตแตะ 2,200 ล้านบาท
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้น หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนมิ.ย.69 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 46.1 จาก 42.5 ในเดือนก่อน ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกภาคธุรกิจ ทั้งภาคการผลิตและภาคการค้า สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานลดลง ขณะที่มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศของภาครัฐช่วยให้กำลังซื้อเริ่มฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเมื่อผู้ประกอบการมั่นใจมากขึ้น ย่อมเร่งการผลิต เพิ่มคำสั่งซื้อวัตถุดิบ และขยายการลงทุน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน มีอัตราการหมุนเวียนสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ร้านค้าชุมชน และร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็กที่เริ่มกลับมาคึกคักจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ
เมื่อการบริโภคขยายตัว ย่อมส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เพราะสินค้าแทบทุกชนิดจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ในการผลิตและจัดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในลำดับต้น ๆ
หนึ่งในบริษัทที่มีโอกาสได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน คือ บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX) ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนของประเทศ ซึ่งมีฐานลูกค้าครอบคลุมผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภท เมื่อยอดขายของลูกค้าเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้คำสั่งซื้อของ SFLEX มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของบริษัท คือ การปรับลดลงของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ซึ่งเกิดจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผ่อนคลายลง โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีเม็ดพลาสติกและพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญ เมื่อแรงกดดันด้านต้นทุนลดลง จะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับที่ดี และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น
ที่ผ่านมา SFLEX ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่มีรายได้รวม 495.49 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 61.68 ล้านบาท ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 126.7 ล้านบาท จาก 120.6 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เศรษฐกิจในช่วงต้นปีจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่บริษัทสามารถเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้จากการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการลดของเสียในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า SFLEX ไม่ได้อาศัยเพียงการเติบโตของรายได้เท่านั้น แต่ยังมีจุดแข็งด้านการควบคุมต้นทุน ซึ่งจะยิ่งสร้างความได้เปรียบเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะสามารถแปลงเป็นกำไรได้ในอัตราที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ผ่านการสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ การยกระดับมาตรฐานสินค้า และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรในรูปแบบ Co-development เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคและเจ้าของแบรนด์ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมากขึ้น
กลยุทธ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ SFLEX สามารถขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มสินค้าใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และลดการพึ่งพาลูกค้าในบางอุตสาหกรรม ส่งผลให้โครงสร้างรายได้มีความหลากหลายและมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับนักลงทุน ปัจจัยบวกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ถือว่าหนุน SFLEX หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ การขยายตัวของกำลังซื้อในประเทศ ต้นทุนวัตถุดิบที่ผ่อนคลาย และแผนพัฒนานวัตกรรมของบริษัทเอง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะผลักดันให้ยอดขายและความสามารถในการทำกำไรเติบโตต่อเนื่อง
หากเศรษฐกิจไทยสามารถรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวไว้ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจะเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของประชาชน ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าเร่งกำลังการผลิตและสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SFLEX เดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ 2,200 ล้านบาท ในปี 2569 พร้อมตอกย้ำสถานะการเป็นผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนที่เติบโตควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคง