รายงานพิเศษ : SPREME รับอานิสงส์ Digital Infrastructure รัฐหนุนลงทุนเทคโนโลยี เร่งเครื่องไทยสู่ฐาน AI โลก

รัฐบาลเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการลงทุน เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้าน Digital Infrastructure อย่าง SPREME มีโอกาสได้รับงานเพิ่มต่อเนื่อง และสร้างการเติบโตจากรายได้ประจำในระยะยาว
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
สัญญาณดังกล่าวสอดคล้องกับการประเมินของ IMF ที่ปรับมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยมองว่าการเติบโตในระยะต่อไปจะได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การลงทุนภาครัฐ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และการขยายตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากฐานการผลิตแบบดั้งเดิมสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
รัฐบาลได้กำหนดให้อุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมเร่งสร้างระบบนิเวศรองรับการลงทุน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ระบบพลังงาน การวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง ตลอดจนการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของภูมิภาค
ปัจจัยดังกล่าวกำลังเปลี่ยนจาก "นโยบาย" ไปสู่ "การลงทุนจริง" โดยประเทศไทยมีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการ Government Cloud, Data Center, ระบบ Cybersecurity, Smart Government และการยกระดับบริการภาครัฐผ่านนโยบาย Cloud First ซึ่งมุ่งผลักดันให้หน่วยงานของรัฐย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์และนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ขณะที่รัฐบาลยังอนุมัติโครงการภายใต้แผน Digital Government หลายร้อยโครงการ เพื่อยกระดับบริการภาครัฐในยุคดิจิทัล
ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนระดับโลกต่างเร่งลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Region เพื่อรองรับการใช้งาน AI และบริการดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Google Cloud ที่เปิด Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ภายใต้แผนลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Cloud จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอีกหลายราย ซึ่งช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค
ภาพรวมดังกล่าวยังสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่า Digital GDP ของไทยจะมีมูลค่าราว 5.6 ล้านล้านบาทในปี 2569 เติบโตในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของ GDP ประเทศ โดยมีแรงขับเคลื่อนจาก AI การลงทุนด้าน Data Center การใช้ Cloud และการพัฒนาซอฟต์แวร์ ขณะที่ตลาด Digital Transformation ของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราเลขสองหลักในระยะยาว จากการเร่งลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
การลงทุนครั้งใหญ่เหล่านี้จะส่งผลให้ความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ติดตั้ง และบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย ศูนย์ข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ระบบคลาวด์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และโครงการ Smart Government ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า
และบมจ. สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งพร้อมรับอานิสงส์จากเมกะเทรนด์ดังกล่าว เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้าน Digital Infrastructure และมีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการเทคโนโลยีให้กับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่จะได้รับงบลงทุนเพิ่มขึ้นจากนโยบายดิจิทัลของประเทศ
เมื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีเร่งตัว โครงการใหม่ย่อมทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งระบบเครือข่าย ศูนย์ข้อมูล ระบบสารสนเทศ การศึกษาอัจฉริยะ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ SPREME มีโอกาสขยาย Backlog จากการเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการต่อยอดฐานลูกค้าเดิม และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากบริการระยะยาว
นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SPREME ระบุแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 จะเติบโตจากไตรมาสแรก จากการทยอยส่งมอบงานตาม Backlog และการเข้าประมูลโครงการใหม่ โดยเฉพาะ Pipeline งานภาครัฐและโครงการด้าน Digital Infrastructure ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมผลักดันรายได้ปี 2569 ให้เติบโต 8-10% ตามเป้าหมาย
อีกหนึ่งจุดแข็งของ SPREME คือ การเพิ่มสัดส่วน Recurring Income ผ่านสัญญาเช่าและบริการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ลดความผันผวนของผลประกอบการ และเพิ่มคุณภาพของรายได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้รับการสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินและพันธมิตรทางธุรกิจ ทำให้มีศักยภาพรองรับโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต พร้อมรักษาวินัยทางการเงินและคัดเลือกโครงการที่ให้อัตรากำไรเหมาะสม
ดังนั้นด้วยแรงหนุนจากเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี นโยบายภาครัฐ และการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ประกอบกับความเชี่ยวชาญของ SPREME ในงาน Digital Infrastructure ทำให้บริษัทมีความพร้อมเก็บเกี่ยวโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และมีศักยภาพสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว ทั้งในด้านรายได้ ผลประกอบการ และผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน