จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : SCC รับอานิสงส์ เม็ดเงินลงทุนไหลเข้า ก่อสร้างไทยคึกคัก


13 กรกฎาคม 2569

SCC รับอานิสงส์ รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

โครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI กว่า 66,320 ล้านบาท ส่งผลดีต่อความต้องการด้านงานก่อสร้าง โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน และผลบวกต่อผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะ SCC ที่มีฐานธุรกิจแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงครบทุกห่วงโซ่อุตสาหกรรม

การลงทุนภาคเอกชนของไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมติอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร การบิน วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะทยอยก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ทั้งการก่อสร้างโรงงาน อาคาร ศูนย์ข้อมูล ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

การลงทุนดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามเป้าหมายของ BOI แต่ยังส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะ ตลาดปูนซีเมนต์ ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบหลักของโครงการลงทุนทุกประเภท ตั้งแต่การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า ดาต้าเซ็นเตอร์ อาคารสำนักงาน ไปจนถึงระบบสาธารณูปโภคด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน

นักวิเคราะห์มองว่า แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การขยายตัวของการลงทุนภาคอุตสาหกรรม รวมถึงโครงการภาครัฐและเอกชน จะเข้ามาทดแทนอุปสงค์ที่ชะลอตัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้การใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศกลับมาขยายตัวในระยะต่อไป

หนึ่งในบริษัทที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงคือ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ในฐานะผู้นำธุรกิจวัสดุก่อสร้างครบวงจรของประเทศ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่ปูนซีเมนต์ คอนกรีตสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงโซลูชันสำหรับงานก่อสร้างสมัยใหม่ ทำให้สามารถรองรับความต้องการจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ ประเมินว่ารายได้ของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (CBM) ในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 4.12 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน เนื่องจากตลาดที่อยู่อาศัยยังชะลอตัว แต่การทยอยเริ่มต้นของโครงการลงทุนใหม่จาก BOI และการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปี และช่วยให้ธุรกิจ CBM มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากแรงหนุนในประเทศ SCC ยังได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมี โดย บล.ดาโอ คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 7.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน จากการเดินเครื่องผลิตเต็มกำลังของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) การรับรู้ปริมาณขายจากโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนาม รวมถึงการปรับตัวดีขึ้นของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ และการกลับมาเป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมัน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ภายใต้ SCGP ยังคงเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2 จะเติบโตกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นและการกลับมาทำกำไรของ Fajar ส่งผลให้ SCC มีฐานรายได้และกำไรที่สมดุลจากทั้งสามกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์

แม้นักวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 3 อาจชะลอลงจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานแครกเกอร์ ROC และ LSP รวมถึงส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่เริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ แต่ยังมองว่าเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น จึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 และ 2570 ขึ้นอีก 8% เป็น 1.80 หมื่นล้านบาท และ 1.51 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 280 บาท

SCC