จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : TACC โตแกร่งรับต้นทุนขาลง New S-Curve หนุนรายได้ โบรกฯแนะ "ซื้อ" ชูปันผลเด่น 8%


01 กรกฎาคม 2569

TACC รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ) copy.jpg

TACC มีปัจจัยบวกทั้งจากการเติบโตของรายได้ การขยายธุรกิจ และต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มเข้าสู่ทิศทางขาลง ส่งผลให้อัตรากำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่คาดแตะ 8% ยังคงเป็นจุดเด่นของหุ้นในปีนี้

บมจ.ที.เอ.ซี.คอนซูเมอร์ (TACC) กำลังก้าวเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ หลังปัจจัยสนับสนุนหลายด้านเริ่มส่งผลบวกต่อผลประกอบการ ทั้งการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวสินค้าใหม่ การเติบโตของตลาดต่างประเทศ ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มปรับลดลง ซึ่งจะช่วยผลักดันอัตรากำไรให้แข็งแกร่งขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569

โดยบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป ยังคงเป้าหมายรายได้จะเติบโต 10% จากปีก่อน จากแรงขับเคลื่อนหลัก ธุรกิจเครื่องดื่มในร้าน 7-Eleven ซึ่งบริษัทเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์มายาวนาน ผ่านการพัฒนาเมนูหลักและเมนูใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องดื่มมัทฉะ ชาชีส และกาแฟชีส เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภค ควบคู่กับการขยายสาขาของ 7-Eleven ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ธุรกิจนอก 7-Eleven ยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นจากการขยายสาขาของ "กาแฟพันธุ์ไทย" รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจร้านกาแฟ และการเปิดตัวเครื่องดื่มชนิดผงภายใต้แบรนด์ For Favor ซึ่งถือเป็น New S-Curve ที่จะช่วยเพิ่มฐานรายได้และลดการพึ่งพาธุรกิจเดิมในระยะยาว

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสนใจ คือแนวโน้มต้นทุนการผลิตที่เริ่มผ่อนคลาย โดยเฉพาะราคาเมล็ดกาแฟในตลาดโลกที่ปรับลดลงประมาณ 20-30% จากระดับก่อนหน้า ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง

แม้ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนและอาจกระทบต้นทุนด้านการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ แต่ผลกระทบต่อ TACC ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากบริษัทได้บริหารความเสี่ยงด้วยการล็อกต้นทุนไว้ล่วงหน้า ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อประกอบกับการให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การใช้เทคโนโลยี และการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของปัจจัยภายนอก

ซึ่งนอกเหนือจากการเติบโตของธุรกิจหลัก TACC ยังเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) และการร่วมทุน (JV) เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมลดการพึ่งพารายได้จากช่องทางเดิม

กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงสร้างรายได้ และสร้างโอกาสในการเติบโตในธุรกิจที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทในระยะยาว

ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.9% จากปีก่อน พร้อมให้ราคาเหมาะสมที่ 6.80 บาทต่อหุ้น ซึ่งยังมีส่วนเพิ่มจากราคาปัจจุบัน และยังคงคำแนะนำ "ซื้อ"

ทั้งนี้อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ TACC น่าสนใจสำหรับนักลงทุน คือการคาดการณ์เงินปันผลปี 2569 ที่ประมาณ 0.45 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 8% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกัน และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทั้งการเติบโตของธุรกิจและกระแสเงินสดจากเงินปันผล