รายงานพิเศษ : DMT ปรับกลยุทธ์การเติบโต ดัน New Business เติมรายได้–มอเตอร์เวย์หนุน โบรกฯ ชู BUY เป้า 13.10 บาท ปันผลเด่น 7.3%

DMT เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การสร้างรายได้หลายทาง หลังผลประกอบการ 6 เดือนแรกยังแข็งแกร่ง แม้ Traffic ชะลอตัว พร้อมขยายงานวิศวกรรม ซ่อมบำรุง ระบบชำระเงินดิจิทัล และระบบจราจร ขณะที่โอกาสประมูล M5, M9 และ M82 เป็น Upside สำคัญในระยะกลาง ด้านทิสโก้คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 13.10 บาท
DMT กำลังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจทางยกระดับที่สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปริมาณจราจรที่ชะลอตัวในช่วงไตรมาส 2/2569 โดยผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกยังสามารถสร้างรายได้และกำไรในระดับที่แข็งแกร่ง ขณะที่บริษัทไม่ได้หยุดอยู่กับการเติบโตจากธุรกิจสัมปทานเดิม แต่กำลังเร่งขยาย New Business เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ และเตรียมรับโอกาสจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในอนาคต
โดยบล.ทิสโก้ประเมินว่า ปริมาณจราจรเฉลี่ยของ DMT ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 95,571 คันต่อวัน ลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 13.2% จากไตรมาสแรก โดยได้รับผลกระทบจากการลดเที่ยวบินของสายการบินที่สนามบินดอนเมือง รวมถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนตัว ส่งผลให้ทั้งสัมปทานเดิมและตอนต่อขยายทิศเหนือต่างมีปริมาณจราจรลดลง
แม้รายได้จะได้รับแรงกดดันจาก Traffic ที่ลดลง แต่สิ่งที่สะท้อนความแข็งแกร่งของ DMT คือความสามารถในการควบคุมต้นทุน โดย EBITDA Margin ในไตรมาส 2/2569 ยังอยู่ในระดับสูงถึง 77.2% แม้ Gross Margin ลดลงจาก 60.1% ในไตรมาสแรกมาอยู่ที่ 54.6% เนื่องจากต้นทุนค่าผ่านทางมีลักษณะค่อนข้างคงที่ ขณะที่รายได้ลดลง อย่างไรก็ตาม การลดค่าใช้จ่าย SG&A ลงถึง 27% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น สามารถช่วยพยุงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทได้เป็นอย่างดี
ผลประกอบการดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขที่บริษัทประกาศ โดย ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ DMT ระบุว่า ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,287.58 ล้านบาท จากรายได้ค่าผ่านทาง รวมถึงรายได้จากการให้บริการและขายสินค้าที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มีกำไรสุทธิ 525.16 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไร แม้ในช่วงไตรมาส 2 จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
จุดแข็งดังกล่าวมีความสำคัญต่อ DMT เนื่องจากธุรกิจทางยกระดับมีโครงสร้างต้นทุนส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนคงที่ การรักษาวินัยด้านค่าใช้จ่ายจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปกป้อง Margin ในช่วงที่ Traffic ผันผวน ขณะเดียวกันฐานะการเงินที่ไม่มีหนี้สินยังช่วยลดแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน และทำให้บริษัทมีความพร้อมในการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทคาดว่าปัจจัยด้านราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และปริมาณจราจรยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและกำลังซื้อของประชาชน อย่างไรก็ตาม DMT ยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10% สะท้อนความเชื่อมั่นว่าธุรกิจหลักยังสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง และบริษัทมีแผนเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่เข้ามาช่วยเสริม
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการเดินหน้า New Business Venture เพื่อขยายขอบเขตจากธุรกิจทางยกระดับไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ทั้งงานวิศวกรรม การซ่อมแซมและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชำระเงินดิจิทัล ระบบจราจร และงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และลดการพึ่งพารายได้จากค่าผ่านทางเพียงอย่างเดียว
การขยายธุรกิจในลักษณะดังกล่าวยังสอดรับกับแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งเปิดโอกาสให้ DMT สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารทางยกระดับ ระบบจราจร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไปต่อยอดในโครงการใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐมีแผนพัฒนาโครงข่ายถนนและมอเตอร์เวย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่ง
ในระยะกลาง DMT ยังมี Upside จากโอกาสเข้าประมูลโครงการมอเตอร์เวย์ใหม่ ได้แก่ M5, M9 และ M82 ซึ่งหากได้รับสัมปทานจะเป็น Growth Engine ใหม่ที่มีความสำคัญ เพราะสามารถสร้างรายได้ทดแทนสัมปทานปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในปี 2577 และช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของกระแสรายได้ในระยะยาว
ภาพของ DMT จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลกระทบจากปริมาณจราจรในระยะสั้น แต่ต้องมองถึงความสามารถในการรักษา Margin ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และการเตรียมธุรกิจสำหรับการเติบโตรอบใหม่ โดยเฉพาะการสร้างรายได้จาก New Business และการขยายเข้าสู่โครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้
ด้าน บล.ทิสโก้ ยังคงประมาณการรายได้ปี 2569 ของ DMT ที่ 2,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อน และคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 13.10 บาท จากราคาปัจจุบัน 12.20 บาท คิดเป็น Upside ประมาณ 7.4% ขณะที่ Dividend Yield ปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงถึง 7.3% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอและให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล
แม้ระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากปริมาณจราจรที่อาจต่ำกว่าคาดหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ รวมถึงความไม่แน่นอนในการได้รับสัมปทานโครงการใหม่และข้อจำกัดในการปรับขึ้นค่าผ่านทาง แต่ด้วยโครงสร้างต้นทุนที่สามารถบริหารจัดการได้ดี ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และการเร่งสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้ DMT ยังมีปัจจัยรองรับการเติบโตในระยะต่อไป