จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : PCE วางยุทธศาสตร์สร้าง Ecosystem RSPO-Carbon Credit เติมศักยภาพธุรกิจ สร้างความได้เปรียบ- เพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้น


01 กรกฎาคม 2569

PCE  รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

PCE เดินหน้ายุทธศาสตร์สร้างห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันครบวงจร ผนึกมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และเครือข่ายสหกรณ์ภาคใต้ ผลักดันมาตรฐาน RSPO ควบคู่การพัฒนาคาร์บอนเครดิต เพิ่มมูลค่าสินค้า รองรับกฎการค้าโลก และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจและผู้ถือหุ้นในระยะยาว

บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) เดินหน้ายกระดับธุรกิจปาล์มน้ำมันสู่มาตรฐานสากล ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะนวัตกรรมเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อผลักดันโครงการพัฒนาเครือข่ายสหกรณ์ตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันที่ยั่งยืน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของบริษัทในตลาดโลก

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของ PCE ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรับซื้อและแปรรูปผลปาล์มเท่านั้น แต่กำลังสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผ่านการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย การยกระดับมาตรฐานการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ในสวนปาล์ม และการต่อยอดสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งเกษตรกรและบริษัทในระยะยาว

ปัจจุบัน PCE มีเครือข่ายเกษตรกรรายย่อย 5 กลุ่ม ครอบคลุมเกษตรกรมากกว่า 3,800 ราย และตั้งเป้าผลักดันพื้นที่ปลูกกว่า 100,000 ไร่ ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ภายในปี 2570 การมีฐานวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองในวงกว้างจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ยกระดับคุณภาพสินค้า และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะลูกค้าระดับสากลที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ PCE คือการพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากสวนปาล์มน้ำมัน โดยตั้งเป้าขอการรับรองไม่น้อยกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งจะเป็นทั้งแหล่งรายได้ใหม่และเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ

ความสำเร็จในการผลักดันวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันนิคมสหกรณ์พนมให้ได้รับการขึ้นทะเบียนมาตรฐาน Standard T-VER เป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย พร้อมการรับรองคาร์บอนเครดิตกว่า 50,469 ตันต่อปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการต่อยอดสู่ Premium T-VER ที่จะเพิ่มมูลค่าของคาร์บอนเครดิต และเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มนอกเหนือจากการจำหน่ายผลปาล์ม

สำหรับ PCE คาร์บอนเครดิตไม่ได้เป็นเพียงรายได้เสริม แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน และสนับสนุนเป้าหมายการเป็นบริษัทปาล์มน้ำมันรายแรกของประเทศไทยที่บรรลุ Carbon Neutrality และมุ่งสู่ Net Zero Emissions

ทำให้ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ PCE ยังสอดคล้องกับแนวโน้มการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป รวมถึงการเตรียมใช้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนของประเทศไทยในอนาคต

การมีวัตถุดิบที่ผ่านมาตรฐาน RSPO และมีคาร์บอนเครดิตรองรับ จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของ PCE และลูกค้าสามารถตอบสนองข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกในระยะยาว

นอกเหนือจากการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกร PCE ยังประกาศรับซื้อผลปาล์มสดและคาร์บอนเครดิตจากสมาชิกเครือข่ายในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพผลปาล์ม ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำ และเพิ่มเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัท

ดังนั้นการลงทุนสร้างห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาวของ PCE เพราะไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน แต่ยังเปิดโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพิ่มความสามารถในการรองรับกฎการค้าโลก และยกระดับบริษัทสู่ผู้นำธุรกิจปาล์มน้ำมันยั่งยืนของไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต

PCE