Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 23-06-2569 (30 มิ.ย.นี้ตัดสินชะตา DELTA)

เมื่อวานนี้ หุ้นไทยปิดตลาดไปที่ดัชนี 1574.13 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 66,889 ล้านบาท โดย 5 อันดับแรกของหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดคือ
1. GULF ปิดตลาดที่ 61.50 บาท ลดลง 2.50 (-3.91%)
2. BBL ปิดตลาดที่ 180.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 (2.86%)
3. SCB ปิดตลาดที่ 143.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 (1.77%)
4. KBANK ปิดตลาดที่ 210.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 (1.45%)
5. DELTA ปิดตลาดที่ 335.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 (0.30%)
มีจุดที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ที่พวกเราไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด เพราะแม้ดัชนีหุ้นไทยจะยังแกว่งตัวอยู่ในกรอบเดิมคือกรณีของ GULF ที่กรณีของ FTSE Rebalance อาจส่งผลกระทบจนราคาหุ้นปรับลดลง ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารต่างขยับราคาขึ้นจากกรณีการประชุม FOMC เมื่อสัปดาห์ที่แล้วซึ่งเฟดตัดสินใจคงดอกเบี้ยแต่ก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น
ประเด็นแรกคือผลกระทบจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE SET Index Series รอบครึ่งปี ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนเป็นต้นไป แม้เม็ดเงินของกองทุนต่างประเทศจะทยอยปรับพอร์ตไปแล้วตั้งแต่ช่วงปิดตลาดวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่แรงกระเพื่อมยังคงส่งผลต่อราคาหุ้นหลายตัว โดยเฉพาะ GULF ที่เป็นหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ซึ่งถูกปรับลดน้ำหนักในดัชนี ส่งผลให้ราคาหุ้นเผชิญแรงขายจากกองทุนประเภท Passive Fund อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เจ๊จิ๋มมองว่าแรงกดดันดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยทางเทคนิคในระยะสั้นมากกว่าจะเป็นปัญหาด้านพื้นฐาน เพราะหากพิจารณาแผนธุรกิจของ GULF จะพบว่ายังมี Story การเติบโตจากธุรกิจ Data Center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการร่วมทุนกับพันธมิตรระดับโลกที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะยาว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักวิเคราะห์หลายสำนักยังมองการอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นโอกาสในการทยอยสะสม
ขณะเดียวกัน การรีบาลานซ์รอบนี้ยังส่งผลให้ CPAXT ได้รับการเลื่อนชั้นเข้าสู่กลุ่ม Large-Cap เพียงรายเดียว ขณะที่ MRDIYT และ FTREIT ถูกนำเข้าคำนวณในกลุ่ม Mid-Cap ทำให้หุ้นเหล่านี้มีโอกาสได้รับความสนใจจากกองทุนสถาบันเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป
ส่วนประเด็นที่สองที่เจ๊มองว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือผลจากการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ตามคาด แต่ Dot Plot กลับส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีกหนึ่งครั้งในปีนี้ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อและลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ Bond Yield ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที และนั่นเองที่กลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นกลุ่มธนาคารไทย ซึ่งเห็นได้จากการที่ BBL, SCB และ KBANK ต่างปรับตัวขึ้นโดดเด่นจนติดอันดับหุ้นซื้อขายสูงสุดของวัน
เหตุผลก็เพราะในภาวะดอกเบี้ยสูง ธนาคารสามารถขยายส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้ดีขึ้น ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ยังมีข้อได้เปรียบจากฐานเงินฝากต้นทุนต่ำ หรือ CASA ในสัดส่วนสูง ทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นช้ากว่ารายได้จากการปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นยังช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุนในพันธบัตรของธนาคารอีกทางหนึ่งด้วย
เจ๊มองว่าหากตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะขาดปัจจัยบวกใหม่ และเม็ดเงินต่างชาติยังไม่ไหลกลับเข้ามาอย่างชัดเจน หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ BBL, KBANK, SCB และ KTB อาจกลายเป็นหลุมหลบภัยของนักลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่หุ้นที่ถูกกดดันจาก FTSE Rebalance อย่าง GULF ก็อาจเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการสะสมเมื่อแรงขายทางเทคนิคเริ่มหมดไป
อีกเรื่องสุดท้ายของวันนี้ที่พวกเราต้องติดตามเช่นกันคือ ต้องจับตาความผันผวนจากความเป็นไปได้ในการปรับน้ำหนัก
(Rebalance) หุ้น DELTA ในดัชนี SET50 หรือ SET100 ในวันที่ 30 มิ.ย. นี้
และมีอีกเรื่องสำคัญคือ การทบทวนการจัดระดับตลาดประจำปีของ MSCI ในวันอังคารที่ 23 มิ.ย. โดยต้องจับตาว่าเกาหลีใต้จะถูกนำเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวังเพื่อปรับเป็นตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) หรือไม่ รวมถึงความ
เสี่ยงที่อินโดนีเซียอาจถูกลดระดับ จากตลาด EM เป็น Frontier ซึ่งถ้าถูกลดเกรด มีการประเมินว่า เงินอาจไหลออกถึง $1.3 หมื่นล้านเหรียญ จากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ..... ส่วนตลาดไทย น่าจะได้อานิสงค์จากเงินที่ออกจากอินโดนีเซีย แต่อาจมีผลกระทบต่อราคาหุ้นไทย ตัวที่มีการลงทุนทางตรงในอินโดนีเซียได้ และ MSCI Global Standard Indexes วันที่ 26 มิ.ย. จะนำ SpacX เข้าคำนวณดัชนีฯ