Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 15-06-2569 (6 เรื่องต้องรู้ก่อนลงทุนสัปดาห์นี้)

ต้อบรับเข้าสู่การลงทุนสัปดาห์นี้ด้วยความตื่นเต้น ลุ้นระทึกว่า SET INDEX “จะไปต่อ หรือ พอแค่นี้” เจีไปรวบรวมข้อมูลมาให้ว่ามี 6 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามและหาคำตอบมาให้ได้ เริ่มจากปัจจัยในประเทศก่อน คือ
1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน: ติดตามความคืบหน้ามาตรการของรัฐบาล โดยเฉพาะการเริ่มใช้สิทธิโครงการกระตุ้นการบริโภค เช่น "ไทยช่วยไทยพลัส" (ผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรีต่าง ๆ) และมาตรการกระตุ้นการลงทุนเพื่อปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ
2.กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow): ติดตามทิศทางการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้าเผชิญแรงขายทำกำไร
3.ทิศทางค่าเงินบาท: ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่ 32.10 - 33.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มส่งออกและอิเล็กทรอนิกส์
ต่อมาเป็นประเด็นจากต่างประเทศที่ต้องติดตามสามเรื่องด้วยเช่นกันคือ
4.การประชุมธนาคารกลางระดับโลก (ข่าวยอดนิยม):
-ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): การประชุม FOMC (16-17 มิ.ย.) และส่อง Dot Plot เพื่อหาข้อบ่งชี้รอบถัดไปของดอกเบี้ยสหรัฐฯ
-ธนาคารกลางอื่น ๆ: ติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ), ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางออสเตรเลีย
5.ตัวเลขเศรษฐกิจของมหาอำนาจ:
-สหรัฐฯ: ข้อมูลยอดค้าปลีกเดือน พ.ค., ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
-จีน: ข้อมูลเศรษฐกิจประจำเดือน พ.ค. ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
-ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน พ.ค.
6.สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด (เช่น ข้อตกลงและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน) ซึ่งมีความผันผวนสูงและส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
โดยสรุปปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องติดตามสำหรับตลาดหุ้นไทย ประจำสัปดาห์วันที่ 15-19 มิถุนายน 2569 คือ การประชุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ควบคู่กับการประกาศ Dot Plot ชุดใหม่ รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและการเคลื่อนย้ายของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ซึ่งกูรูประเมินกรอบแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,550 - 1,560 จุด และแนวต้านที่ 1,610 - 1,625 จุด [
ส่วนเรื่องราวด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์” มีเรื่องที่ “ทรัมป์” โพสต์ข้อความ ระบุว่า มีกำหนดลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางในวันที่ 14 มิ.ย. และจะนำไปสู่การเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้อีกครั้ง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับการที่ นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ในฐานะประเทศตัวกลางการเจรจายุติสงคราม ระบุว่า ข้อตกลงใกล้จะสำเร็จมากกว่าที่เคยเป็นมา และยังสอดคล้องกับที่อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านว่า ร่างข้อตกลงเพื่อยุติสงครามและความขัดแย้งกับสหรัฐฯจะใช้วิธีลงนามทางไกล และคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน
แต่!!! ฝั่งของอิหร่านได้ประกาศออกมาแล้วว่าแม้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านจะเป็นไปด้วยดี แต่การที่จะลงนามสันติภาพในวันที่ 14 มิถุนายน อาจจะเร็วเกินไป แต่หากทุกอย่างยังเป็นไปตามที่ทรัมป์ประกาศเอาไว้ หุ้นกลุ่มแรกที่น่าจะยิ้มออกก่อนใครก็คือหุ้นขนส่งและโลจิสติกส์อย่าง WICE, III และ SJWD เพราะเมื่อเรือวิ่งได้สะดวก ความเสี่ยงลดลง ค่าประกันลดลง ต้นทุนก็ลดลงตามไปด้วย
ส่วนกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยวอย่าง AOT, AAV, BA, CENTEL และ ERW ก็น่าจะได้รับอานิสงส์ไม่แพ้กัน เพราะต้นทุนสำคัญที่สุดของธุรกิจอย่างราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวลง ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกก็คงกล้าเดินทางมากขึ้นเมื่อเลิกเปิดข่าวแล้วเจอแต่ภาพสงครามทุกวัน
อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือหุ้นนิคมอุตสาหกรรมและภาคอุตสาหกรรมอย่าง AMATA, WHA และ ROJNA เพราะเมื่อความเสี่ยงโลกเริ่มลดลง นักลงทุนต่างชาติก็มักจะหันกลับมามองตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง และประเทศไทยก็มักเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของเม็ดเงินเหล่านั้นเสมอ
ด้านกลุ่มธนาคารอย่าง KBANK, BBL และ SCB ก็มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักมากขึ้น ทั้งการลงทุน การปล่อยสินเชื่อ และการหมุนเวียนของเงินในระบบ
อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีรอยยิ้มก็ต้องมีคนหน้าตึงบ้าง หุ้นพลังงานอย่าง PTTEP อาจไม่ได้ปลื้มกับข่าวนี้มากนัก เพราะหากสงครามยุติและราคาน้ำมันปรับตัวลง รายได้ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบตามไปด้วย แม้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมจะดีขึ้นก็ตาม
สิ่งที่เจ๊จิ๋มมองว่าน่าสนใจก็คือ หากข้อตกลงสันติภาพเกิดขึ้นได้จริง ตลาดหุ้นไทยอาจเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับประโยชน์มากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมา SET Index ถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่สงคราม ราคาพลังงาน ไปจนถึงกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ข่าวนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงข่าวการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระแสเงินลงทุนโลกที่กำลังมองหาตลาดหุ้นซึ่งยังขึ้นไม่มากและยังมีส่วนลดอยู่พอสมควรอย่างประเทศไทย
สุดท้ายแล้ว เรายังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าการลงนามข้อตกลงจะเกิดขึ้นตามวันที่ทรัมป์ประกาศไว้หรือไม่ เพราะตลอดชีวิตทางการเมืองของเจ้าตัวก็มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคาด และอีกหลายเรื่องที่ต้องรอจนคนเริ่มลืมก่อนจะได้ข้อสรุป