Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 24-07-2569 (ทั้งปีต่างชาติซื้อสุทธิ 7 หมื่นลบ. ตามมาดู!เงินไหลเข้าหุ้นตัวไหน)


24 กรกฎาคม 2569

Gossip Station ทั้งปีต่างชาติซื้อสุทธิ 7 หมื่นลบ_0.jpg


เรื่องที่น่าสนใจของตลาดทุนสำหรับเจ๊จิ๋ม ในเตอนนี้คือเรื่องของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ยังคงซื้อสุทธิ 1,891.34 ลบ. และภาพรวมในเดือน ก.ค.นี้ ซื้อสุทธิ 45,310.65 ลบ. และหากเป็นยอดรวมตั้งแต่ 1 ม.ค.จนถึงเมื่อวานนี้ซื้อสุทธิ 72,484.34 ลบ. อยากให้สังเกตว่าทั้งปี ราวๆ 7 หมื่นลบ. แต่ว่าเดือนก.ค. เดือนเดียว (1-23 ก.ค.69) ยอดซื้อสุทธิ ตั้ง 4.5 หมื่นลบ.  แบบว่ากระจุกตัวที่เดือนนี้อ่ะ!!! (คิดเป็นกว่า 60% ของยอดซื้อสุทธิสะสมทั้งปี)

เจ๊เลยต้องไปค้นหาคำตอบให้ได้ว่า..เงินที่หลั่งไหลเข้ามานั้น เข้าไปลงทุนหุ้นตัวไหน ตรงนี้มีคำตอบ!!! ครั้งนี้ เม็ดเงินต่างชาติหมุนเข้าสู่หุ้นไทยระลอกใหญ่ผ่านทาง NVDR และกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างชาติ  หุ้นที่เงินไหลเข้าสะสมอย่างโดดเด่น ประกอบด้วยกลุ่มหลักๆ ดังนี้

1. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เป็นเป้าหมายหลัก..เป็นกลุ่มที่รับเม็ดเงินต่างชาติเข้ามากที่สุดในรอบนี้ เนื่องจากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่สภาพคล่องสูง Valuation ยังไม่แพง และรับผลบวกโดยตรงจากช่วงประกาศงบการเงินไตรมาส 2/2569

-หุ้นที่ถูกซื้อสะสมหนาแน่น: KBANK, BBL, KTB, SCB, TTB

2. กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า””ได้แรงหนุนจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวระดับสูง ประกอบกับธีมโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

-หุ้นที่ถูกซื้อสะสมหนาแน่น: PTT, PTTEP, TOP, GPSC

3. กลุ่มการบริโภค ท่องเที่ยว และสื่อสาร..เป็นเป้าหมายของต่างชาติที่เน้นเก็งกำไรตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและภาคการท่องเที่ยว

-หุ้นที่ถูกซื้อสะสมหนาแน่น: TRUE, AOT, BDMS, MINT, CPF, HMPRO

คำถามคือ..ทำไมเงินต่างชาติถึง "ทะลักกระจุกตัว" ในเดือนกรกฎาคม? สรุปได้ 3 ประเด็นหลักๆ คือ

1. เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายภาครัฐมีความชัดเจน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐหนุนให้ความเสี่ยงระดับประเทศ (Country Risk Premium) ลดลง

2. ชะลอตัวของ Bond Yield และเงินดอลลาร์ หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว ทำให้นักลงทุนย้ายเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ 

3. การเข้าซื้อหุ้น Laggard / High Dividend หุ้นบิ๊กแคปไทยหลายตัวก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าภูมิภาคแต่จ่ายเงินปันผลสูง จึงดึงดูดกองทุนต่างชาติที่มองหาความคุ้มค่าด้านบริหารความเสี่ยง

แต่อย่าเพิ่งประมาท ..จากที่โลกกำลังเผชิญ "3 สงคราม" พร้อมกัน ทั้งสงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี ซึ่งแต่ละเรื่องพร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้พวกเราต้องมองหาหุ้นที่เป็น “หลุมหลบภัย” เอาไว้ด้วย

ความเสี่ยงรอบนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะทั้ง 3 ปัจจัยเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และต่างส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในคนละมิติ

เริ่มจาก สงครามตะวันออกกลาง (Middle East War 2.0) ที่ยกระดับความรุนแรงจนการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก แทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นใกล้ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเงินเฟ้อก็มีโอกาสเร่งตัวตาม ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอีกระลอก

ต่อมาคือ สงครามการค้า (Trade War 2.0) ก็กลับมาสร้างความกังวลอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงไทย ในอัตรา 10-12.5% โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีในอัตราสูง เพราะสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเกิดขึ้นจริง ย่อมกระทบภาคส่งออกและบรรยากาศการลงทุนของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุดคือ สงครามเทคโนโลยี (Tech War 2.0) ก็กลับมาร้อนแรง เมื่อการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความเข้มข้นขึ้น ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การแข่งขันด้านชิป และการควบคุมการส่งออก ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แม้ปัจจัยภายนอกจะดูน่ากังวล แต่บจ.ของไทยเรา ยังมีศักยภาพในการทำกำไร กูรูบอกว่าไม่ต้องกังมากเกินไปยังมีหุ้นที่ดีและน่าลงทุนคือ หุ้นกลุ่มพลังงาน ประกันภัย การแพทย์ ปิโตรเคมี และค้าปลีก ซึ่งมีโอกาสรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่ากลุ่มอื่น

พร้อมกันนี้ยังแนะนำการลงทุนผ่าน 2 ธีมหลัก ได้แก่ หุ้นที่กำไรไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเติบโตทั้ง QoQ และ YoY เช่น IVL, PTTGC, BCP, TRUE, SCGP, DOHOME, PTTEP, ADVICE, SC, ADVANC, PTT และ MASTER ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนในช่วงประกาศงบ

ส่วนอีกธีมคือ หุ้นที่กำไรยังเติบโต แต่ราคาหุ้นยัง Laggard ได้แก่ BCPG, AMATA, DELTA และ CRC ซึ่งมีโอกาสถูกไล่ราคา หากผลประกอบการออกมาตามคาดและความเชื่อมั่นของตลาดฟื้นตัว

ก่อนปิดทำการวันสุดท้ายของสัปดาห์ สำนักงาน ก.ล.ต.ได้ลงดาบ!!! อีกแล้ววววว!!!  เรื่องแรก สำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจพบว่า Bitkub ถูกโจมตีทางไซเบอร์ในเดือนพฤษภาคม 2564 ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าถูกโจรกรรม 16 สกุล มูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท แม้บริษัทจะจัดหาสินทรัพย์มาทดแทนครบแล้วภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 แต่กลับไม่ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวในแบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (ดจ.1) ให้ถูกต้อง จึงเข้าข่ายแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. นอกจากนี้ อดีตกรรมการ 2 ราย ได้แก่ นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ซึ่งรับผิดชอบการนำส่งรายงาน ยังถูกกล่าวหาว่าลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารเพื่อปกปิดความเสียหาย ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษ Bitkub และอดีตกรรมการทั้ง 2 รายต่อ บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคดีจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน อัยการ และศาลต่อไป พร้อมย้ำให้ผู้ลงทุนใช้บริการเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

อีกเรื่องคือ สำนักงาน ก.ล.ต. ขอให้พนักงานอัยการฟ้องผู้กระทำความผิด 12 ราย ได้แก่ นางสาวธัญญรัตน์ สุขสวัสดิ์, นายกิตติพัชญ์ สุขสวัสดิ์, นายวัลลภ สุขสวัสดิ์, นายคนึงนิจ จินดา, นางวาสนา วิริยาทรพันธุ์, นางสาวทัศนีย์ วงษ์จิราษฎร์, นางสาวสุนีย์ แซ่โล้, นายฐิติกรณ์ ฟูเกษม, นายประสพสุข สวัสดี, นายฐนริศร์ พรพัฒนะแจ่มใส, นางสาวอัจฉราภรณ์ ราชนาจันทร์ และนายศุภฤกษ์ แคว้นน้อย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น ECF หลังไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด  โดย ก.ล.ต. ขอให้ศาลกำหนดโทษทางแพ่งสูงสุดตามกฎหมาย ให้ชำระเงินรวมประมาณ 269.95 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากความผิดดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน