Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 27-07-2569 (ทิศทางตลาดหุ้นไทย 27-31 ก.ค. 2569)

สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการเพียง 3 วัน คือวันที่ 27, 30 และ 31 กรกฎาคม ยิ่งทำให้นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะแม้จำนวนวันซื้อขายจะลดลง แต่ปัจจัยลบจากต่างประเทศกลับทยอยเข้ามาแทบทุกวัน โดยเฉพาะ 2 ประเด็นใหญ่ที่ตลาดทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งแรงกระเพื่อมมายังหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา คือการที่สหรัฐฯ ประกาศปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากไทยภายใต้มาตรา 301 จากเดิม 10% เป็น 12.5% จนหลายคนเข้าใจว่าไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 12.5% ทั้งจำนวน ทั้งที่ความเป็นจริงเป็นเพียงการปรับเพิ่มจากอัตราเดิมอีก 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
แต่สำหรับเจ๊จิ๋มแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการขึ้นภาษี 2.5% คือการที่สหรัฐฯ กำลังสอบสวนภายใต้ Section 301 ในประเด็น Excess Capacity หรือกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งประเทศไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในข่ายถูกจับตา หากในอนาคตมีการออกมาตรการเพิ่มเติม ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับภาพรวมทั้งประเทศ แต่จะลงลึกเป็นรายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยางล้อ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักร อุปกรณ์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ที่เดิมก็ต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนักอยู่แล้ว ยังอาจต้องรับมือกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น ทั้งเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า (Country of Origin) กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนด้านเอกสารและการพิสูจน์แหล่งผลิตเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดไม่อาจละสายตาได้ เพราะทุกครั้งที่ความขัดแย้งยกระดับ ราคาน้ำมันดิบโลกก็มักตอบสนองด้วยการปรับตัวสูงขึ้นทันที แม้ว่าหุ้นพลังงานอย่าง PTTEP และ TOP จะได้รับอานิสงส์โดยตรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นก็อาจกดดันอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนของภาคธุรกิจในวงกว้าง ทำให้บรรยากาศการลงทุนยังคงผันผวนไปตามกระแสข่าวจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ๊จิ๋มลองเปิดบทวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยประจำสัปดาห์วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569 จากหลายโบรกเกอร์ กลับพบว่ามุมมองส่วนใหญ่ยังสอดคล้องกัน คือ "บวกแบบระมัดระวัง" หรือ Selective Buy
บล. เอเซีย พลัส ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Up โดยมีแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และกระแสเงินทุนต่างชาติ พร้อมแนะนำ ADVANC, CPALL, BDMS, BBL, KBANK, GULF และ WHA
ด้าน บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงสะสมกำลังเพื่อปรับขึ้น จึงแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด พร้อมเลือก KBANK, SCB, KTB, CPALL, ADVANC, SCC, WHA, BTS และ TOP เป็นหุ้นเด่น
ส่วน บล. กรุงศรี ยังเชื่อว่าตลาดมีโอกาสฟื้นตัวต่อจากแรงหนุนของการลงทุนภาครัฐ การบริโภค และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมแนะนำ ADVANC, CPALL, GULF, WHA, DELTA, KBANK และ BBL
เมื่อนำรายชื่อหุ้นที่ทั้ง 3 โบรกเกอร์แนะนำมาเปรียบเทียบกัน จะพบว่ามีหุ้นที่ถูกเลือกซ้ำมากที่สุด ได้แก่ ADVANC, CPALL, KBANK และ WHA สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นทั้ง 4 ตัวนี้ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักในช่วงเวลานี้
อีกประเด็นที่น่าจับตา คือช่วงนี้กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของฤดูกาลประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ซึ่งนอกจากตัวเลขกำไรของบริษัทจดทะเบียนแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามควบคู่กันไป คือทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เริ่มทยอยไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง หากเม็ดเงินต่างชาติยังไม่เปลี่ยนทิศ หุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง พื้นฐานแข็งแกร่ง และผลประกอบการโดดเด่น ก็ยังมีโอกาสเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติ
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของเดือนนี้ เจ๊จิ๋มมองว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบไล่ราคาหุ้นตามกระแสเก็งกำไรระยะสั้น แต่ควรเลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโต ผลประกอบการแข็งแกร่ง และได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาด
สุดท้ายนี้ เจ๊จิ๋มอยากฝากไว้ว่า ตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ไม่ได้ขาดปัจจัยบวก เพียงแต่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการลงทุนจึงต้องอาศัยทั้งข้อมูลที่รอบด้านและวินัยในการลงทุน หากเลือกหุ้นได้ถูกตัว ต่อให้ดัชนีผันผวนก็ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่หากวิ่งไล่ตามทุกกระแสข่าวโดยขาดสติ สุดท้ายอาจไม่ได้กำไรจากหุ้น แถมยังได้ความเครียดกลับบ้านแทนเจ้าค่ะ