Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 23-07-2569 (ราคา PTT พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี..จากนี้เอาไงต่อ!)

สุดยอด!!! กดไลค์รัวๆๆๆๆ เมื่อวานราคาหุ้น PTT ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 40.00 บาท ถือเป็นระดับราคาสำคัญ เป็นการทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ เกือบ 4 ปี (นับตั้งแต่ช่วงปี 2565) ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาหุ้นแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบประมาณ 30–35 บาทมาเป็นระยะเวลาที่นานๆๆๆๆๆ มาก
เหตุผลที่สนับสนุนเรื่องนี้มาจาก 4 ประเด็นหลักๆ คือ
1.อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง : PTT เป็นหุ้นปันผลที่แข็งแกร่ง ให้ Dividend Yield อยู่ในระดับประมาณ 5%–6% ต่อปี จึงเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและกระแสเงินสด
2.การปรับโครงสร้างธุรกิจ :การทบทวนและลดการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ทำกำไรหรือให้ผลตอบแทนต่ำ (เช่น การปรับทิศทางธุรกิจ EV บางส่วน) ช่วยลดแรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพกำไร
3.ผลการดำเนินงานของบริษัทลูก :ได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่าง PTTEP ที่ทำผลงานได้ดีตามทิศทางราคาพลังงาน รวมถึงแรงหนุนจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจค้าปลีก
4.หุ้น Value & Laggard Play: ที่ผ่านมาราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เมื่อเทียบกับสินทรัพย์และกำไรสะสม ทำให้มีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันและต่างชาติไหลกลับเข้าสู่หุ้นบิ๊กแคป
ประเด็นต่อมาคือ มุมมองและแนวโน้มราคาหุ้นในอนาคต..เจ๊ไปรวบรวมข้อมูลจากบรรดากูรูสรุปได้ว่า
ระยะสั้น: เมื่อราคาหุ้นวิ่งเข้าใกล้หรือทดสอบระดับ 40 บาท อาจมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง เนื่องจากราคาขยับขึ้นมาชนกับราคาเป้าหมายเฉลี่ยของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่
ระยะกลาง - ยาว: โครงสร้างพื้นฐานยังคงมั่นคงมาก PTT มีสถานะเป็น Defensive Stock ที่มีความเสี่ยงต่ำ หากราคาย่อตัวลงมาจะยังคงมีแรงซื้อสะสมจากกลุ่มนักลงทุนที่เน้นรับปันผลสม่ำเสมอ ประกอบกับผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวที่จะช่วยหนุนให้กำไรสุทธิมีคุณภาพดียิ่งขึ้น
ส่วนคำแนะนำในตอนนี้คือ ..หากต้องการหาจังหวะในการซื้อ
โซนแนวรับที่น่าสะสม
-ราคา 35.00 – 36.50 บาท: เป็นโซนแนวรับระยะสั้น-กลาง หากราคาย่อตัวลงมาบริเวณนี้ ถือเป็นจุด Buy on Dip ที่น่าสนใจ
-ต่ำกว่า 34.00 บาท: เป็นโซนราคาที่ให้ Dividend Yield สูงโดดเด่น (เกิน 6% ต่อปี) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่เน้นสะสมเพื่อรับเงินปันผลระยะยาว
สัญญาณซื้อทางเทคนิค:
-มื่อราคาย่อตัวพักฐานเสร็จแล้วเริ่มมีแรงซื้อกลับบริเวณแนวรับ
-เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด หรือตลาดยื่นขอซื้อสะสมก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD (จ่ายปันผล) ราว 1–2 เดือน
จังหวะในการ "ขาย"
โซนแนวต้านที่ควรพิจารณาขายทำกำไร:
-ราคา 39.50 – 40.00 บาท: เป็นกรอบแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาและราคาสูงสุดในรอบหลายปี รวมถึงใกล้เคียงราคาเป้าหมายเฉลี่ยของตลาด
-ราคา 41.00 – 43.00 บาท: กรอบราคาเป้าหมายฝั่งสูงสุดของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ หากราคาปรับขึ้นทดสอบบริเวณนี้โดยไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน ให้พิจารณาทยอยขายทำกำไรบางส่วน
อยากอธิบายเพิ่มเติมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง PTT กับ PTTEP เพื่อจะได้ช่วยให้แฟนคลับของเจ๊เข้าใจกลไกลของธุรกิจและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นให้ดียิ่งขึ้น
ราคาหุ้น PTT มีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก PTT เป็นบริษัทแม่ (Holding Company) ที่ถือหุ้นใหญ่ใน PTTEP ในสัดส่วนประมาณ 63–65% ในด้านโครงสร้างการดำเนินงาน PTTEP รับหน้าที่ทำธุรกิจ "ต้นน้ำ"คือ การสำรวจ ขุดเจาะ และผลิตน้ำมันดิบรวมถึงก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ
ส่วน PTT ทำหน้าที่ดำเนินธุรกิจ "กลางน้ำและปลายน้ำ" เช่น ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โรงแยกก๊าซ การจัดจำหน่ายพลังงาน และการลงทุนในบริษัทลูกอื่นๆ (เช่น โรงกลั่น ปิโตรเคมี และปั๊มน้ำมัน OR)
ด้านความเกี่ยวโยงทางธุรกิจ PTT และ PTTEP มีสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติต่างๆ ผูกพันกันระยะยาว โดย PTTEP ขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและแปลงสัมปทานต่างๆ แล้วขายก๊าซเกือบทั้งหมดให้แก่ PTT และ PTT รับซื้อก๊าซจาก PTTEP เพื่อนำมาผ่านท่อส่งก๊าซ แยกเป็นผลิตภัณฑ์ก๊าซชนิดต่างๆ (เช่น LPG, NGV, Ethane, Propane) ส่งต่อให้โรงงานไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี และก๊าซหุงต้มในประเทศ
ผลกระทบต่อกันทางด้านการเงินและราคาหุ้น..เมื่อ PTTEP มีผลการดำเนินงานดี (เช่น ราคาน้ำมัน/ก๊าซในตลาดโลกสูงขึ้น) จะทำให้ PTT จะได้รับประโยชน์เต็มๆ ผ่าน 2 ช่องทางหลัก:
1.การบันทึกกำไรสุทธิ PTT ต้องรวบงบการเงินของ PTTEP เข้ามาในงบการเงินรวม ทำให้กำไรสุทธิของ PTT พุ่งสูงขึ้นตาม PTTEP (ปกติกำไรจาก PTTEP คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 30–50% ของกำไรสุทธิรวม PTT)
2.เงินปันผลรับ PTT จะได้รับเงินปันผลก้อนใหญ่จาก PTTEP ตามสัดส่วนการถือหุ้น 63–65% เพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัทแม่
สรุปคือ PTTEP นับเป็นเครื่องยนต์สร้างกำไรหลัก" ของ PTT เมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจขุดเจาะและผลิตของ PTTEP เติบโตได้ดี ก็จะกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ดันทั้งกำไรและราคาหุ้นของ PTT ให้ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
สถานการณ์ตอนนี้ที่หุ้นพุ่งขึ้น เหตุผลหลักๆ น่าจะมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง! หากราคาน้ำมันในตลาดโลกจากนี้ยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบต่อ PTT จะมีทั้งด้านบวกคือ
1.กำไรสุทธิโตตาม PTTEP: ปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยของก๊าซและน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้น สร้างกระแสเงินสดและกำไรก้อนใหญ่กลับมายัง PTT
2.การบันทึก Stock Gain: โรงกลั่นและปิโตรเคมีจะรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันดิบที่ซื้อมาในราคาต่ำก่อนหน้านี้
3.เงินปันผลมีโอกาสสูงขึ้น: เมื่อกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามวัฏจักรพลังงาน PTT ซึ่งมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ มีโอกาสจ่าย Dividend Per Share ได้สูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น ตราบใดที่ราคาน้ำมันดิบโลกยังเกาะกลุ่มอยู่ในระดับสูงเกิน 80 ดอลลาร์/บาร์เรล จะเป็น ปัจจัยเชิงบวกช่วยหนุนกำไรของธุรกิจต้นน้ำ (PTTEP) และส่งผลดีต่อภาพรวมผลงานของ PTT แต่ก้อย่าประมาท!!! หากราคาพุ่งขึ้นเร็วเกินไปจนทะลุ 95–100 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจเริ่มกดดันธุรกิจปลายน้ำ (ค่าการตลาด/โรงกลั่น) และเพิ่มความเสี่ยงเรื่องนโยบายการแทรกแซงราคาพลังงานจากภาครัฐได้ เช่นกัน