Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 10-06-2569 อย่าเพิ่งถอดใจ “ทองคำ” ยังเป็นเทรนด์ “ขาขึ้น”

เมื่อวานนี้ ราคาทองคำในประเทศก็ขยับขึ้นแรงอีก 550 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ ส่งผลให้ราคารับซื้อทองคำรูปพรรณอยู่ที่ 67,200 บาท และราคาทองคำแท่งอยู่ที่ 65,855 บาท
ล่าสุดราคาทองคำโลก หรือ Gold Spot ปรับตัวลงมาแตะระดับ 4,326 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ทำให้คำถามสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ราคาทองคำจะขึ้นหรือลง แต่เป็นการปรับฐานรอบนี้เป็นเพียงการพักตัวชั่วคราว หรือกำลังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแนวโน้มครั้งใหญ่ของตลาดทองคำโลก
จะบอกว่าไม่ต้องกังวลเกินไปนัก!!! จากที่เจ๊รวบรวมข้อมูลจากกูรูหลายสำนักพบว่ายังเป็น “เทรนด์ขาขึ้น” มีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
แนวโน้มระยะสั้นและระยะกลาง (ช่วงครึ่งหลังของปีนี้) ระยะสั้น ราคาทองคำอาจมีความผันผวนและอยู่ในช่วง ปรับฐาน (Correction) หรือพักตัว เนื่องจากปัจจัยกดดันหลัก 2 เรื่อง คือ
1.นโยบายดอกเบี้ยของ Fed: ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไปจนถึงสิ้นปี หรืออาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีกเล็กน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย
2.สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายชั่วคราว: ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเริ่มส่งสัญญาณยุติการโจมตีตอบโต้กันตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงในระยะสั้นจึงลดลงตามไปด้วย
กรอบราคาที่ต้องจับตา: นักวิเคราะห์มองว่าหากราคายืนเหนือแนวรับสำคัญบริเวณ $4,300 - $4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรอขึ้นรอบใหม่
แนวโน้มระยะยาว (ปลายปี 2569-2570) แม้ระยะสั้นจะมีการย่อตัว แต่สถาบันการเงินระดับโลกส่วนใหญ่ (เช่น J.P. Morgan และ Goldman Sachs) ยังคงมีมุมมองที่เป็น ขาขึ้น (Bullish) อย่างชัดเจน โดยมองเป้าหมายปลายปีนี้ไปจนถึงปีหน้าไว้ค่อนข้างสูง
-เป้าหมายเฉลี่ย: คาดการณ์ว่าราคามีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปแตะ $4,900 - $5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงปลายปี
-สถาบันที่มองบวกมาก (Bull Case): บางสำนักประเมินว่าหากมีปัจจัยหนุนเพิ่ม ทองคำอาจทะยานไปได้ถึง $6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในสิ้นปีหรือต้นปีหน้า
ปัจจัยหนุนหลักที่ทำให้ทองคำยังเป็น "ขาขึ้น" ในระยะยาว
1.แรงซื้อสะสมจากธนาคารกลาง (Central Bank Buying): ธนาคารกลางทั่วโลก (โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่) ยังคงเดินหน้าลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ และเข้าซื้อทองคำเพื่อเป็นทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด
2.ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หมดไป: แม้จะมีการเจรจาในบางช่วง แต่ความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก (Geoeconomic) ยังพร้อมที่จะกลับมาเป็นชนวนได้เสมอ ทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ยังคงสูงอยู่
3.แรงซื้อจากกองทุน ETF และนักลงทุนรายย่อย: ความต้องการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีคำแนะนำจากกูรูสำหรับนักลงทุน
-สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าซื้อ: จังหวะที่ราคาทองคำย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับแถว $4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (หรือราคาทองไทยย่อลงมา) ถือเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสม (Buy on Dip) ไม่แนะนำให้ไล่ราคาตอนที่พุ่งแรง
-สำหรับผู้ที่ถืออยู่: สามารถถือลุ้นทำกำไรตามเป้าหมายระยะยาวได้ เนื่องจากทิศทางใหญ่ของทองคำยังไม่เสียทรงขาขึ้น
ส่วนตลาดหุ้นเมื่อวานนี้ก้อทรงสวย SET INEX ปิดที่ 1,584.14 จุด +22.46 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายแน่นๆ 70,506.73 ลบ.(*)
มีประเด็นที่เจ๊เห็นว่าแฟนคลับที่รักต้องรู้คือเรื่อง
FTSE SET Index Series ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และฟุตซี่ รัสเซล(FTSE Russell) ประกาศผลการทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ชุดใหม่ที่จะใช้ในการคำนวณ ดัชนี FTSE SET Index Series ประจำเดือน มิ.ย. 26 มีผล 22 มิ.ย.นี้
ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวเป็นคนละดัชนีกับ FTSE หลัก สำหรับดัชนี SET และ FTSE Russell จัดทำร่วมกัน
FTSE Large-Cap Index
หุ้นเข้า DIF หุ้นออก CPAXT
FTSE Mid-Cap Index
หุ้นเข้า FTREIT -MRDIYT หุ้นออก ACE -TIPH -DOHOME -DCC -JAS -PTG -THANI -SAPPE-SISB -DIF
FTSE SET Shariah Index
หุ้นเข้า ETC -FORTH -FTREIT -IMPACT -IRPC -KLINIQ -MRDIYT -SKY -TITLE -TFM -THG
หุ้นออก AIT -HANA- ILM -JAS -PCE -SRICHA -WICE