Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 21-07-2569 (จัดไป! หุ้นแบงก์ตัวไหนน่าลงทุนสุด พร้อมเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร)


21 กรกฎาคม 2569

จัดไป_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

บรรดาแบงก์พาณิชย์กำลังทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/69 ออกมาต่อเนื่อง แบงก์ใหญ่แห่งแรกที่นำร่องประกาศงบอย่างเป็นทางการคือ TTB (ธนาคารทหารไทยธนชาต) ซึ่งรายงานผลงานโดดเด่น

-กำไรสุทธิ Q2/69 อยู่ที่ 5,513 ล้านบาท เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/69 และภาพรวมครึ่งปีแรกกวาดกำไรไปแล้ว 10,683 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นประมาณ 5.8% YoY) โดยไส้ในของงบมีจุดเด่นจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวดีขึ้น สามารถควบคุมหนี้เสียได้นิ่งติดต่อกัน 7 ไตรมาส ควบคู่ไปกับการตั้งสำรองที่รัดกุมและปิดดีลซื้อหุ้นคืนได้เร็วกว่าแผน

สำหรับ TTB ในมุมมองของกูรูถือว่าดีกว่าหรือเป็นไปตามคาด โดยผลประกอบการของ TTB ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีกำไรสุทธิอยู่ในระดับสูง แม้ว่าภาพรวมสินเชื่อในประเทศจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ได้ประเมินว่ากำไรรวมของ 7 ธนาคารใหญ่ในไตรมาส 2/69 นี้จะอยู่ที่ราวๆ 5.83 หมื่นล้านบาท ซึ่งกลุ่มแบงก์ใหญ่รายอื่นอย่าง KBANK, SCB, BBL และ KTB ที่กำลังทยอยประกาศตามมา คาดว่าจะรายงานตัวเลขกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งเช่นกัน

สำหรับ BAY  เมื่อวาน Q2/69  แจ้งว่ามีกำไร 16,911 ล้านบาท เพิ่มจากงวดเดียวกันในปีก่อนที่ทำไว้ 15,828 ล้านบาท ถือว่าสะท้อนภาพเศรษฐกิจในประเทศและกลยุทธ์ของธนาคารได้อย่างชัดเจน

BAY มีการตั้งการ์ดสูง โดยยังคงเน้นความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อยและเช่าซื้อ เพื่อควบคุมตัวเลขหนี้เสีย ทำให้อัตราการเติบโตของสินเชื่ออาจจะดูทรงตัวหรือชะลอลงเล็กน้อย และในเรื่องของค่าใช้จ่ายและการตั้งสำรองยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงตามนโยบายความรัดกุม ส่งผลให้กำไรสุทธิออกมา ทรงตัวใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 

ถ้าจะให้เทียบฟอร์มระหว่าง TTB กับ BAY ตัวไหนเจ๋งกว่ากัน?? คำตอบที่หามาได้คือ TTB ได้รับ Sentiment บวกมากกว่าจากความสามารถในการคุม NPL ได้นิ่งยาวนานและมีสตอรี่การซื้อหุ้นคืน ขณะที่ BAY เป็นภาพของการประคองตัวและรับแรงกดดันจากกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวช้า

แม้ BAY จะมีความแข็งแกร่งและมีฐานธุรกิจอาเซียนที่โดดเด่น แต่หากมองในแง่ "ความคุ้มค่าของเงินปันผล" กูรูหุ้นส่วนใหญ่ยังคงยกให้ SCB เป็นตัวเลือกที่เด่นกว่า และหากมองในแง่ "การเติบโตของกำไร" KBANK ยังดูมีแรงส่งที่เร่งตัวขึ้นได้น่าสนใจกว่าในรอบนี้

คำถามต่อมาคือ ถ้าให้จัดลำดับหุ้นแบงก์ตัวไหน "น่าลงทุนที่สุด" เพราะอะไร?…จากการรวบรวมข้อมูล หากเปรียบเทียบในแง่ ความคุ้มค่าและโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงสุด ณ เวลานี้ SCB และ KBANK คือ 2 ตัวเต็งที่น่าสนใจที่สุด  ด้วยเหตุผลที่ว่า

-ชนะเลิศด้านปันผลและความคุ้มค่าต้อง..SCB

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เลือก SCB เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล สูงที่สุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ อีกทั้งยังมีงบดุลที่แข็งแกร่ง มีระดับเงินกองทุน สูงกว่าเกณฑ์ของ ธปท. ค่อนข้างมาก ทำให้สามารถรักษาระดับการจ่ายปันผลเด่น รวมถึงมีแนวโน้มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ที่พัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

-ชนะเลิศด้านการเติบโตของกำไรต้อง..KBANK

เหตุผลซัพพอร์ต มาจากการที่ตลาดคาดการณ์ว่า KBANK จะเป็นแบงก์ใหญ่ที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตเร่งตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในไตรมาส 2/69 (คาดเติบโตเฉียด 18% YoY) จากการควบคุมต้นทุนทางการเงินและการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม

ในวันนี้(21 ก.ค.) แบงก์ที่คาดว่าจะแจ้งผลประกอบการออกมาคือ KBANK KTB SCB KKP และระหว่างวันที่ 20-21 ก.ค.นี้ คาดว่าจะเป็นคิวของ BBL 

เจ๊เลยทำการบ้านมาฝากแฟนคลับที่รักเป็นข้อมูลเบื้องต้นเอาไว้ก่อน...เพื่อให้ได้เป็นไกด์ไลน์คร่าวๆ ก่อนประกาศจริง  จะได้เตรียมตัวให้ทันการณ์!!! 

ตอนนี้แบงก์ที่ยังไม่ได้ประกาศผลประกอบการ Q2/69  ได้แก่

* KBANK (ธนาคารกสิกรไทย)

* SCB (บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน))

* BBL (ธนาคารกรุงเทพ)

* KTB (ธนาคารกรุงไทย)

* KKP (ธนาคารเกียรตินาคินภัทร)

* TISCO (ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป)

จัดให้ดูเป็นรายตัวเลย!!!

KBANK : คาดโตเด่นสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่

-คาดการณ์: โบรกเกอร์ (เช่น บล.ฟิลลิป) คาดกำไรสุทธิเฉลี่ยในกรอบ 1.3 - 1.5 หมื่นล้านบาท (มีโอกาสเพิ่มขึ้นกว่า 21.4% YoY และโต 3.4% QoQ)

-เหตุผล: รับอานิสงส์จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม (กลุ่ม Wealth) สินเชื่อที่เริ่มกลับมาขยายตัว และการบริหารต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

SCB : กำไรทรงตัวในระดับสูง โดดเด่นด้านปันผล

-คาดการณ์: คาดงบอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งและทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

-เหตุผล: การตั้งสำรองเริ่มนิ่งขึ้น และแรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจ Wealth Management รวมถึงการเติบโตของช่องทางดิจิทัล ขณะที่ตลาดเน้นมองข้ามไปยังจุดเด่นด้านอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูง (High Dividend)

BBL : สินเชื่อต่างประเทศหนุน คาดชะลอตัวเล็กน้อยจาก NIM

-คาดการณ์: คาดชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

-เหตุผล: แม้สินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศจะช่วยพยุงฐาน แต่การปรับตัวลดลงตามแนวโน้ม NIM ของอุตสาหกรรมในประเทศส่งผลกระทบในกรอบจำกัด

KTB : สินเชื่อภาครัฐหนุน กำไรแข็งแกร่งระดับหมื่นล้าน

-คาดการณ์: คาดกำไรสุทธิทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง (ระดับ 1 หมื่นล้านบาท)

-เหตุผล: ได้แรงส่งจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงไตรมาส 2 ที่เร่งตัวขึ้น ส่งผลให้สินเชื่อกลุ่มโครงการรัฐและรัฐวิสาหกิจเติบโตดีกว่ากลุ่มอื่น

KKP : คาดการเติบโต YoY สูงที่สุด

-คาดการณ์: นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรอาจฟื้นตัวเร่งตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงระดับ 49.3% YoY

-เหตุผล: ฐานกำไรในปีก่อนค่อนข้างต่ำ และในไตรมาสนี้คาดว่าผลขาดทุนจากการขายรถยึดในธุรกิจเช่าซื้อปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับรายได้จากฝั่งตลาดทุน (Capital Market) ฟื้นตัว

ปล.แจ้งเพื่อทราบ!!! จะได้ไม่ชะล่าใจเกินไป!!! มีเรื่องที่พวกเราควรระวังสำหรับไตรมาสหลังของปี 2569  แม้ว่างบไตรมาส 2 จะออกมาดี แต่ทิศทางดอกเบี้ยในประเทศที่มีแนวโน้มปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง อาจเข้าไปกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ของกลุ่มธนาคารให้แคบลงเล็กน้อย จึงควรเน้นกลุ่มธนาคารที่ตั้งการ์ดสูง ป้องกัน NPL ได้ดี และมีฐานรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามาช่วยเสริม

วันนี้ยาวหน่อยนะคะ...อัดข้อมูลแน่นๆ เพื่อแฟนคลับอันเป็นที่รักของเจ๊จิ๋ม..นอกจากเรื่องแบงก์ที่ต้องเตรียมรับมือกับการประกาศงบไตรมาส 2 แล้ว..ยังมีอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือหุ้นรับอานิสงส์ PDP 2026 เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจากเมื่อวาน  “แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ฉบับปี 2569-2593”  ซึ่งถือเป็นโรดแมปสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนด้านพลังงานของประเทศไทยในช่วงเกือบ 25 ปีข้างหน้า ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เจ๊จิ๋มมองว่าเอกสารฉบับนี้เปรียบเสมือน "แผนแจกงาน" ให้กับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ผู้รับเหมาก่อสร้างระบบไฟฟ้า ธุรกิจสายส่ง ผู้ผลิตอุปกรณ์ รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เพราะทุกครั้งที่ประเทศมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า ย่อมหมายถึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่จะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

จากการรวบรวมข้อมูลสรุปได้ว่า บรรดาเซียนหุ้นทุกสำนักมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า PDP 2026 จะเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะบริษัทที่มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และธุรกิจ Data Center ซึ่งกำลังกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ

หุ้นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดหนีไม่พ้น GULF ซึ่งแทบทุกสำนักวิจัยยกให้เป็น Top Pick ของกลุ่ม เพราะไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ แต่ยังมีโอกาสคว้าโครงการใหม่ภายใต้แผน PDP มากกว่าคู่แข่ง อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการเปิดให้มี Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงการเติบโตของธุรกิจ AI Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล และปักธงตรงกันว่า GULF ยังเป็นหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตโดดเด่นในช่วงปี 2569-2571 และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในกลุ่ม

รองลงมาคือ GPSC และ BGRIM สองผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในกลุ่ม SPP ที่หลายโบรกเกอร์ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวก แม้ว่าระยะสั้นจะยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติ แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ทั้งสองบริษัทมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าหุ้นทั้งสองตัวจะกลับมาโดดเด่น เมื่อโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผน PDP เริ่มทยอยเดินหน้า

อีกกลุ่มที่เจ๊จิ๋มมองว่าไม่ควรมองข้ามคือ หุ้นพลังงานหมุนเวียน เพราะแผน PDP 2026 ให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากขึ้น ส่งผลให้หุ้นอย่าง GUNKUL, BCPG และ CKP กลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนอีกครั้ง

ในกลุ่มนี้ GUNKUL ถือเป็นหุ้นม้ามืดที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด เพราะบริษัทไม่ได้มีเพียงธุรกิจโรงไฟฟ้า แต่ยังมีจุดแข็งด้านงานรับเหมาก่อสร้างระบบไฟฟ้า (EPC) งานระบบสายส่ง และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของแผน PDP ขณะที่ BCPG มีโอกาสเติบโตตามการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน ส่วน CKP ก็ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์ หากภาครัฐเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มเติมในอนาคต

ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้าดั้งเดิมอย่าง RATCH, EGCO และ BPP แม้หลายสำนักจะประเมินว่าความน่าสนใจในระยะสั้นยังเป็นรอง GULF, GPSC และ BGRIM แต่ก็ยังเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงและมีโอกาสเติบโต หากในอนาคตมีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหรือโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มเติม เพื่อรองรับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ