รายงานพิเศษ : TEGH ผลงานครึ่งปีหลังเด่น รับแรงหนุน EUDR-กำลังผลิตใหม่ เป้ารายได้ 2.2 หมื่นล้าน ทำนิวไฮปีที่ 3

TEGH กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเร่งการเติบโต จากกำลังผลิตโรงงานยางแท่งเฟสใหม่ กฎหมาย EUDR ของยุโรปเริ่มส่งผลบวกต่อคำสั่งซื้อ และธุรกิจปาล์มเข้าสู่ฤดูกาลผลิต หนุนผลงานครึ่งปีหลังโดดเด่น พร้อมเป้ารายได้แตะ 22,000 ล้านบาท สร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ปี 2569 กำลังเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) หลังบริษัทเดินหน้าเสริมศักยภาพธุรกิจยางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
แนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 มีสัญญาณเชิงบวกจากทั้งปริมาณขายและราคาขายยางแท่งที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ฝ่ายบริหารยังคงมั่นใจว่า รายได้รวมทั้งปีจะเติบโตประมาณ 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมาย จะเป็นการสร้างสถิติรายได้สูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ TEGH มองว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการขยายกำลังการผลิต การขยายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของบริษัทในช่วงที่อุตสาหกรรมยางโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติยังคงเป็นหัวใจหลักของการเติบโต โดยปีนี้บริษัทคาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 280,000-290,000 ตัน หรือเติบโตประมาณ 10-15% จากปีก่อน และมีโอกาสสร้างสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง
แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านราคา และการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในบางประเทศ แต่ TEGH ยังคงสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดี ผ่านการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์มาตรฐานสากลและความต้องการของลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลก
ขณะเดียวกันปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจคือการบังคับใช้กฎหมาย EUDR หรือ European Union Deforestation Regulation ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2569
กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ส่งออกยางธรรมชาติต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้อย่างชัดเจน เพื่อยืนยันว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า
สำหรับ TEGH ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่เตรียมความพร้อมด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถจำหน่ายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ได้เพียงพอกับความต้องการ โดยในไตรมาสแรกมียอดขายยางมาตรฐานดังกล่าวคิดเป็น 35% ของยอดขายยางแท่งทั้งหมด
ฝ่ายบริหารคาดว่าจะสามารถรักษาสัดส่วนยอดขายในระดับ 30-40% ได้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนที่ความต้องการจากลูกค้าในยุโรปจะเร่งตัวมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อกฎเกณฑ์ดังกล่าวใกล้เริ่มบังคับใช้ จุดแข็งนี้กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันที่สำคัญให้กับ TEGH และอีกหนึ่งปัจจัยหนุนสำคัญคือโครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปีนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันต่อปี
การเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้ไม่เพียงช่วยรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะความต้องการยางธรรมชาติจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ยางล้อ และภาคการผลิตทั่วโลก
สำหรับผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 แม้บริษัทจะมีกำไรสุทธิ 81 ล้านบาท ลดลงจากความอ่อนตัวของธุรกิจปาล์มในช่วง Low Season แต่ยังสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก โดยกลุ่มธุรกิจยางธรรมชาติสร้างรายได้ถึง 3,922 ล้านบาท หรือคิดเป็น 89% ของรายได้รวมทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสก่อน สะท้อนถึงการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจและการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต
มุมมองจากนักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ มองว่า กำไรในไตรมาสแรกอาจเป็นจุดต่ำสุดของปีแล้ว เนื่องจากธุรกิจปาล์มกำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะช่วยหนุนทั้งปริมาณขายและระดับราคา
นอกจากนี้ การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาค ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนทิศทางราคาปาล์มในตลาดโลกอีกด้วย
ด้านธุรกิจยาง แม้จะได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ในจีนและอเมริกาเหนือที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจัยดังกล่าวเริ่มถูกชดเชยด้วยแรงหนุนจากความต้องการยางมาตรฐาน EUDR ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้นักวิเคราะห์จะปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 ลงเหลือ 560 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 5% จากปีก่อน แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเป้าหมาย 3.90 บาท เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังมีส่วนต่างจากมูลค่าพื้นฐานอยู่ในระดับน่าสนใจ
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า TEGH กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตระลอกใหม่ โดยมีทั้งการขยายกำลังการผลิต การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาตรฐาน EUDR การฟื้นตัวของธุรกิจปาล์ม และการเติบโตของธุรกิจพลังงานทดแทนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ