Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 26-05-2569 (BTS-CBG-SAWAD-CENTEL ระวัง!!! อาจหลุด SET50 รอบหน้า)


26 พฤษภาคม 2569

BTS-CBG_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์จะประกาศการคัดเลือกหุ้นเข้าออก SET50 และ SET100 รอบครึ่งหลังปีนี้ โดยคาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อหุ้นประมาณกลางเดือน มิ.ย.นี้ และจะมีผลเริ่มใช้ 1 ก.ค.69 

มีกูรูหุ้นได้นำข้อมูลมาใช้เพื่อคำนวนในรอบนี้ใช้ข้อมูลตั้งแต่ 1 มิ.ย.68 – 20 พ.ค. 69 (ขาดอีก 1 สัปดาห์ ก่อนข้อมูลจะครบถ้วน) ซึ่งพอจะเห็นแนวโน้มหุ้นเข้า/ออก และน่าจะมีความใกล้เคียงสูง เทียบกับที่ตลาดฯ จะประกาศ 

จากการศึกษาของกูรูพบว่า การซื้อเก็งกำไรล่วงหน้า 45-30วัน ก่อน Effective Date ในหุ้นที่คาดจะเข้า SET50 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6-7% 

ดังนั้นบทวิเคราะห์นี้น่าจะช่วยให้นักลงทุนเตรียมตัว สำหรับการลงทุนในดัชนี SET50 และ SET100 ได้ รายละเอียดดังนี้

หุ้นที่คาดว่าจะเข้า SET50 รอบนี้มี 4 บริษัท คือ THAI (โอกาสเข้า 100%), BCP (โอกาสเข้า 100%), MRDIYT (โอกาสเข้า 60%),TFG (โอกาสเข้า 90%)

หุ้นคาดว่าจะหลุด SET50 รอบนี้ 4 บริษัท คือ BTS (โอกาสหลุด 100%), CBG (โอกาสหลุด 100%), SAWAD (โอกาสหลุด 100%), CENTEL (โอกาสหลุด 55%)

หุ้นที่คาดเข้า SET100 รอบนี้มี 4 บริษัท คือ THAI, MRDIYT,WHAUP, THCOM

หุ้นที่คาดว่าจะหลุด SET100 รอบนี้ 4 บริษัท คือ JAS, JMART,SISB, SJWD

พร้อมกันนี้มีโน๊ตด้วยว่าหุ้น  DELTA ติด Cash Balance ช่วงเวลาทั้งหมด 3 เดือน รวมครั้งล่าสุดเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ยังอยู่ในเกณฑ์พิจารณาของตลาด..สำหรับ SET50/100 แต่กรณีติด Cash Balance ต่อในเดือนพ.ค. จะทำให้หมดสิทธิ์ในการถูกพิจารณา

สำหรับ MRDIYT โอกาสเข้า SET50 ที่ 60% เนื่องจาก Free Float ล่าสุด 20.02% ใกล้เคียงกับที่ตลท.กำหนด และมีโอกาสที่ตลาดจะมองผู้ถือหุ้นบางรายเป็น Strategic Partner ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์

ส่วน LH และ CENTEL มี Market Cap. เฉลี่ยในช่วงเวลาที่ตลาดจะใช้พิจารณา SET50 ใกล้เคียงกันมาก +/-1.50% มีโอกาสที่จะสลับตำแหน่งกันได้ โดยกรณี LH มีแนวโน้มราคา Underperform CENTEL มาก ในช่วงที่เหลือ CENTEL อาจไม่หลุดจาก SET50

สำหรับตลาดหุ้นไทยเราเมื่อวานนี้ กลับมาส่งสัญญาณ “ฟื้นจริง” อย่างมีนัยสำคัญ หลังปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,550.33 จุด เพิ่มขึ้น 11.66 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 6.3 หมื่นล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,558.95 จุด ซึ่งถือเป็นการทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,550 จุดได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี ที่ผ่านมา

และถ้าใครยังจำได้...ก่อนหน้านี้เจ๊จิ๋มเคยบอกเอาไว้แล้วว่า “อย่ามองข้ามตลาดหุ้นไทย” เพราะแม้ภาพในช่วงก่อนหน้าจะดูเงียบเหงา แต่ลึกลงไปในโครงสร้างของตลาดกลับเริ่มเห็นสัญญาณสะสมแรงซื้ออย่างชัดเจน จนวันนี้ภาพทั้งหมดเริ่มถูกเฉลยออกมาแล้วว่า เม็ดเงินก้อนใหญ่กำลังกลับเข้ามาอย่างจริงจัง

น่าสนใจว่าการขึ้นรอบนี้อาจไม่ใช่เป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้น เพราะมีการรวมตัวของปัจจัยบวกหลายด้านพร้อมกัน ทั้งปัจจัยต่างประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงแรงซื้อจาก Fund Flow ต่างชาติที่เริ่มมองเห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาด Laggard ที่ราคาหุ้นจำนวนมากยังขึ้นน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

ปัจจัยแรกที่ต้องพูดถึง คือการที่สหรัฐฯ ออกมาระบุว่าข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านใกล้จะบรรลุผลสำเร็จ และอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ และมีเรือผ่านช่องแคบแล้วกว่า 33 ลำ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT หลุดระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้เม็ดเงินทั่วโลกกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

เมื่อเจ๊จิ๋มลองส่องบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ใหญ่ทั้ง บล.เอเซีย พลัส บล.กสิกรไทย และ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ก็จะพบว่าทั้งหมดมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า “นี่ไม่ใช่การรีบาวด์ธรรมดา”

เริ่มจาก บล.เอเซีย พลัส ที่มองว่าแรงหนุนหลักมาจากภาวะเม็ดเงินหมุนเวียนทั่วโลก เพราะในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสำคัญหลายแห่งปิดทำการพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินบางส่วนเลือกเข้ามาหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทยแทน

ยิ่งเมื่อราคาน้ำมันเริ่มลดลง หุ้นที่เคยถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานสูงก็เริ่มกลับมาโดดเด่นทันที โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GULF และ BGRIM ที่ต้นทุนก๊าซเริ่มลดลง ขณะที่กลุ่มบรรจุภัณฑ์อย่าง SCGP ก็เริ่มกลับมาน่าสนใจหลังต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งเริ่มผ่อนคลาย

รวมไปถึงกลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาลอย่าง MINT, CENTEL, ERW, BDMS และ BH ที่ได้ประโยชน์สองเด้ง ทั้งต้นทุนที่ลดลงและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เริ่มกลับมา

ขณะที่ บล.กสิกรไทย มองว่าการทะลุระดับ 1,550 จุดครั้งนี้ มีรากฐานมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะภาคบริโภคและภาคส่งออกที่เริ่มเห็นตัวเลขชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ที่สำคัญ นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเริ่มกลับเข้ามาปรับพอร์ต เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ กลุ่มค้าปลีก และหุ้นบริโภคในประเทศ เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

เมื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งของภาคธุรกิจก็ลดลงตาม ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/2569 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้

ด้าน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองในเชิงโครงสร้างเม็ดเงิน โดยระบุว่ามูลค่าการซื้อขายระดับเกือบ 7.5 หมื่นล้านบาทในวันเดียว สะท้อนว่าความเชื่อมั่นกำลังไหลกลับเข้าสู่ตลาดแบบทั่วกระดาน โดยหุ้นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ SCGP และ SJWD ซึ่ง บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่ามี Upside น่าสนใจทั้งจากต้นทุนที่ลดลงและปริมาณการค้าในระบบเศรษฐกิจที่กำลังกลับมาคึกคัก

แต่ถ้าจะถามเจ๊จิ๋มว่า “อะไรคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด” คำตอบก็คงหนีไม่พ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย” เพราะนี่คือเม็ดเงินมหาศาลระดับ 1.75 แสนล้านบาท ที่กำลังจะถูกอัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่ง บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าอาจช่วยผลักดัน GDP ไทยเพิ่มได้อีก 0.5-0.7%

เงินก้อนนี้จะไหลตรงเข้าสู่ภาคค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และสินเชื่อรายย่อยทันที ทำให้หุ้นอย่าง CPAXT, BJC, CPN รวมถึง SAWAD และ MTC ถูกจับตาอย่างมาก เพราะทั้งหมดจะได้ประโยชน์โดยตรงจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว

ขณะที่ บล.กสิกรไทย มองว่าเม็ดเงิน 1.75 แสนล้านบาทนี้ จะเกิด “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” และเมื่อรวมกับตัวเลขส่งออกเดือนเมษายนที่คาดว่าจะเติบโตถึง 20% ก็ยิ่งทำให้หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและส่งออกกลับมาโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น WHA รวมถึง HANA และ CCET ที่เริ่มมีแรงเก็งกำไรกลับเข้ามาชัดเจน ขณะที่หุ้นรับเหมาก่อสร้างอย่าง CK ถูกพูดถึงมากขึ้น หลังตลาดคาดหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

และถ้าปัจจัยเหล่านี้ยังเดินหน้าต่อเนื่อง เจ๊จิ๋มเชื่อว่าการทะลุ 1,550 จุดครั้งนี้ อาจไม่ใช่ปลายทาง...แต่อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของรอบขาขึ้นครั้งใหม่ที่นักลงทุนเฝ้ารอกันมานานหลายปี

เพราะอย่างน้อยที่สุด วันนี้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีแค่แรงเก็งกำไรอีกต่อไป...แต่กำลังกลับมามี “ความหวัง” และ “ความเชื่อมั่น” กลับคืนสู่ระบบอีกครั้งแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ