Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 25-05-2569 (ถึงเวลาของ CCET และ EA แล้ว!!!)


25 พฤษภาคม 2569

ถึงเวลาของ_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

วันนี้..พลาดไม่ได้!!!!  ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งรัฐบาลเปิดให้เริ่มต้นลงทะเบียนระหว่างวันที่ 25 พ.ค. - 29 พ.ค. 2569 เริ่มเวลา 06:00 – 22:00 น. โดยโครงการดังกล่าวแบ่งผู้ได้รับสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.18 ล้านคน ที่ได้รับสิทธิอัตโนมัติเดือนละ 1,000 บาท รวมตลอดโครงการเป็นเงิน 4,000 บาท 

หมายเหตุ!!! ไม่อยากให้ชะล่าใจ “โดยคิดว่าจะลงทะเบียนตอนไหนก้อได้”!!! ที่เตือน!!! เพราะรอบที่แล้ว ตอยบ่ายๆ น่าจะราวๆ บ่ายสอง_บ่ายสาม เต็มแล้ว!!!!  

มาตรการลักษณะนี้มักส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic Play หรือหุ้นที่อิงกำลังซื้อในประเทศโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ศูนย์การค้า รวมถึงผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะเมื่อเม็ดเงินระดับฐานรากเริ่มกลับมาหมุน เศรษฐกิจในประเทศก็มีโอกาสฟื้นตัวตามไปด้วย

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลาดเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับหุ้นอย่าง CPAXT, BJC และ CPALL ซึ่งถือเป็นแกนหลักของระบบค้าปลีกไทย โดยเฉพาะ CPAXT และ BJC ที่มีเครือข่ายร้านค้าส่งและ Traditional Trade กระจายอยู่ทั่วประเทศ รองรับการจับจ่ายของประชาชนได้อย่างเต็มที่

แต่ระยะนี้สำหรับเจ๊ว่ามันถึงเวลาของ CCET และ EA แล้ว!!! 

แยกเป็นทีละเรื่องเริ่มที่ CCET ศุกร์ที่ผ่านมาราคาวิ่งแรงมาก!!! ศุกร์ที่ผ่านมาราคาหุ้นปิดที่ 7.95 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 4,401 ลบ.เป็นหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/69 ของ CCET ส่งสัญญาณว่าค่าใช้จ่ายพิเศษจากการ Restructuring และการย้ายฐานการผลิตผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ GPM เริ่มกลับเข้าสู่ศักยภาพปกติ โดยแนวโน้มไตรมาส 2/69 คาดรายได้จะเริ่มเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่ GPM ดีขึ้นต่อเนื่องจาก Utilization ดีขึ้นและค่าเงินบาทอ่อนค่า

ไตรมาส 2/69 จะเห็นการฟื้นตัวของยอดขายต่อเนื่องตามทิศทางอุตสาหกรรม electronics ทั่วโลก โดยลูกค้าหลักของ CCET ในต่างประเทศเริ่มให้ guidance เชิงบวกมากขึ้น สอดคล้องกับยอดขายรายเดือนของบริษัทที่เริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง นอกจากนี้ แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อดอลลาร์สหรัฐเริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายพิเศษจากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ดังนั้นคาดว่าผลประกอบการจะทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ กูรูประเมินกรอบกำไรปกติปีนี้ของ CCET ไว้ที่ 3,000-3,500 ล้านบาท คิดเป็น EPS26 ที่ราว 0.29-0.33 บาทต่อหุ้น 

ส่วนเรื่องของ EA หากสังเกตุให้ดีจะเห็นว่าราคาหุ้นเริ่มขยับมาระยะหนึ่งแล้ว ราคาหุ้นศุกร์ที่ผ่านมาปิดที่ 3.26 บาท เพิ่มขึ้น 0.32 บาท มีมูลค่าการซื้อขายรวม 1,519 ลบ. ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากคือ ราคาหุ้งเด้งขึ้นมายืนเหนือ 3 บาทได้แล้ว ดีใจ!!!!

ครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน  หลังจากไตรมาส 1/69 ผลประกอบการของทั้ง EA, NEX และ BYD ออกมาในทิศทางที่ดีขึ้น หลายธุรกิจเริ่มกลับมาสร้างรายได้และลดแรงกดดันจากช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารไฟฟ้า และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่เริ่มเห็นการเติบโตอีกครั้ง

ส่วนเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..เก็บเป็นข้อมูลเข้าคลังสมองเอาไว้ไม่เสียหายน่ะ!!!  เป็นเรื่องของการเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ของ “เควิน วอร์ช” ที่เข้ามาแทน “เจอโรม พาวเวล” ซึ่งหมดวาระลง ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาว่า เฟดยุคใหม่อาจเปลี่ยนแนวทางไปสู่การ “ลดบทบาทการอุ้มตลาด” และกลับมาให้น้ำหนักกับภารกิจหลักอย่างการควบคุมเงินเฟ้อและดูแลการจ้างงาน มากกว่าการอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อพยุงราคาสินทรัพย์เหมือนในอดีต

กลุ่มแรกคือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มลดลง เช่น กลุ่มไฟแนนซ์อย่าง MTC, SAWAD และ TIDLOR รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GULF, GPSC และ BGRIM ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีภาระหนี้ค่อนข้างสูง หากดอกเบี้ยเริ่มนิ่งหรือเข้าสู่ทิศทางขาลงในอนาคต ก็จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและหนุนกำไรได้ชัดเจน

อีกกลุ่มคือหุ้นปันผลสูงอย่าง ADVANC และ INTUCH รวมถึงกลุ่ม REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมักได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่ Bond Yield เริ่มปรับตัวลดลง

ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, KCE, HANA และ CCET ก็ยังเป็นกลุ่มที่ต้องจับตา เพราะหากแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยเริ่มผ่อนคลาย หุ้น Growth เหล่านี้จะกลับมาน่าสนใจในเชิง Valuation อีกครั้ง

ขอให้สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ทำเงินให้กับทุกคนนะจ้ะ เฮงๆๆๆ รวยๆๆๆ เด้อค่ะ