Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 21-05-2569 (โฟกัส 4 เรื่องกระทบเศรษฐกิจ-หุ้นไทย)


21 พฤษภาคม 2569

โฟกัส 4 เรื่อง_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

ในจังหวะนี้ เจ๊มองว่ามีอยู่ 4 ปัจจัยหลักที่มีผลโดยตรงต่อทั้งเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทย 

1. “ราคาพลังงาน” เพราะวันนี้เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ราคาน้ำมันดิบระดับ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจไม่ได้เป็นเพียงภาวะชั่วคราวอีกต่อไป นักวิเคราะห์มองว่าประเด็นราคาพลังงานกำลังกลายเป็น New Normal ของเศรษฐกิจโลกอย่างน้อยในอีก 2 ปีข้างหน้า

ต้นตอสำคัญมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร เพราะยิ่งยืดเยื้อ...ตลาดก็ยิ่งกังวล เรื่องนี้ถือเป็น “ทั้งโอกาสและแรงกดดัน” โดยฝั่งที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือหุ้นพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น โดยนักวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส  มองว่า PTT และ PTTEP จะยังสร้างกระแสเงินสดได้แข็งแกร่งตามราคาน้ำมันโลก ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นอย่าง TOP, SPRC และ BCP ก็ยังได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่ยังทรงตัว

แต่ในอีกด้านหนึ่ง น้ำมันแพงก็ภาระของต้นทุนในทุกภาคส่วน ทั้งค่าขนส่ง ค่าอาหาร และค่าครองชีพประชาชน สุดท้ายจึงกลายเป็นแรงกดดันที่รัฐบาลต้องรีบเข้ามาประคองกำลังซื้อในประเทศ

2. โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะเริ่มในเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ด้วยวงเงินกว่า 1.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากปีก่อน โดยมาตรการสำคัญคือ “คนละครึ่ง พลัส” แจกเงิน 4,000 บาทต่อคน ครอบคลุมประชาชนกว่า 30 ล้านคน พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1,000 บาท สำหรับผู้มีรายได้น้อยกว่า 13.18 ล้านคน นักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง ประเมินว่า มาตรการรอบนี้อาจช่วยดัน GDP ไทยเพิ่มได้อีกประมาณ 0.5-0.7% 

เจ๊จิ๋มมองว่า กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือหุ้นที่อิงกับ “กำลังซื้อรากหญ้า” โดยกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CPAXT และ CRC จะเห็นเม็ดเงินหมุนเข้าร้านสะดวกซื้อและห้างค้าปลีกมากขึ้น ส่วนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มอย่าง CBG และ OSP ก็มีโอกาสเห็นยอดขายฟื้นตัวตามการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่หุ้นไฟแนนซ์รายย่อยอย่าง MTC, SAWAD และ TIDLOR ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะเมื่อประชาชนมีสภาพคล่องดีขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

3. การยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน โดยกลับไปใช้เกณฑ์วีซ่าเดิม แม้ตอนแรกตลาดจะกังวลว่าอาจกระทบภาคท่องเที่ยว แต่ล่าสุดนักวิเคราะห์จาก บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ผลกระทบจริงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากพฤติกรรมจริงของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ไทยนานถึงระดับนั้นอยู่แล้ว โดยนักท่องเที่ยวเอเชียเฉลี่ยพักไม่เกิน 10 วัน ส่วนยุโรปเฉลี่ยไม่เกิน 20 วัน ทำให้การปรับเกณฑ์วีซ่าไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างรายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น หุ้นท่องเที่ยวหลักอย่าง AOT, MINT, CENTEL, ERW และ AAV ยังถือเป็นหุ้นที่สามารถทยอยสะสมได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาย่อตัวจากแรงขายระยะสั้น

4. แม้อาจไม่หวือหวา แต่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมาก คือการผ่อนเกณฑ์ “ค่า K” หรือดัชนีชดเชยต้นทุนก่อสร้าง เพราะแต่เดิมนั้นผู้รับเหมาจะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงต้นทุนเกิน ±4% จึงจะสามารถขอชดเชยได้ แต่รอบนี้รัฐลดเกณฑ์ลงเหลือเพียง ±2% เท่านั้น

มาตรการนี้ถือเป็น “ตัวช่วยสำคัญ” สำหรับผู้รับเหมาภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและ SME ที่กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนเหล็ก ปูน และวัสดุก่อสร้างผันผวนหนักจากราคาพลังงานโลก โดยหุ้นอย่าง UNIQ ซึ่งมีสัดส่วนงานรัฐสูงถือว่าได้ประโยชน์โดยตรง เพราะสามารถเรียกชดเชยต้นทุนได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงขาดทุน และช่วยให้กำไรมีเสถียรภาพมากขึ้น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เจ๊จิ๋มมองว่าตลาดหุ้นปี 2569 อาจไม่ใช่ปีของการ “ซื้อมั่วแล้วขึ้นทั้งกระดาน” เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เป็นปีของการเลือกลงทุนอย่างชัดเจน เพราะในโลกที่น้ำมันแพงต่อเนื่องจะทำให้หุ้นพลังงานกลับมาเป็นตัวนำตลาด ขณะที่มาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจของรัฐ จะเป็นแรงส่งสำคัญให้หุ้นค้าปลีก การเงิน และรับเหมารัฐกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง และในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวนแบบนี้ 

ปิดท้ายกับการประกาศงบของ NVDIA ตอนที่เขียนคอลัมน์..เจ๊ยังไม่รู้ผลหรอค่ะ!!! แต่คิดว่าตอนที่คอลัมน์นี้ไปถึงแฟนคลับงบของเค้าน่าจะออกมาแล้ว..แต่บทสรุป ที่สรุปออกมาได้คร่าวๆ คือบของหุ้น NVDIA เป็นตัวชี้วัดหลักของ AI cycle โลก ประเมินหากออกมาในโทนบอกมองเป็นปัจจัยหนุนต่อหุ้น Tech สหรัฐและโลก รวมถึงจิตวิทยาบวกต่อหุ้นไทย

อาทิ กลุ่มชิ้นส่วน DELTA, HANA, กลุ่ม ICT (ADVANC, TRUE) กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF