Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 19-05-2569 (วิเคราะห์ “ทองคำ” จะลงไปถึงกี่บาท?)

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
ตอนนี้ราคา”ทองคำ” กำลังไหลลงและสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนพอสมควร..มีคำถามว่า “จะลงไปมาก/น้อยแค่ไหน จะหยุดที่กี่บาท และจุดรับอยู่ตรงไหน?”
เจ๊ได้ไปรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจจากบรรดากูรูในวงการทองคำมาเล่าให้แฟนคลับฟัง..ดังนี้ค่ะ!!!
จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคําสปอตร่วงแรงเนื่องมาจากยังคงได้รับปัจจัยกดดันความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อหลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ตามสัญญาฯทางเทคนิค แนะนำว่า RSI ในกราฟ 4H วิ่งแนวยี่สิบห้าของ RSI บ่งบอกถึงราคาทองคำที่มีโอกาสดันราคาขึ้น แต่อย่างไรหากราคาทองคำย่อตัวลง แต่ไม่ทำราคาหลุดต่ำกว่ากรอบแนวรับระหว่างวันเป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะดีดตัวกลับขึ้นมา
Gold Spot
แนวต้าน 4,580 / 4,600
แนวรับ 4,510 / 4,490
ทองคำ 96.50%
แนวต้าน 70,700 / 71,000
แนวรับ 69,850 / 69,550
ทองคำ 99.99%
แนวต้าน 73,300 / 73,600
แนวรับ 72,400 / 72,100
ส่วนกูรูอีกค่ายบอกว่า ราคาทองคำเคลื่อนไหวในแนวโน้ม Sideway ถึง Sideway Down ในกรอบ $4,350 – $4,800 (69,000 – 72,200 บาท) ตลาดถูกกดดันจากบรรยากาศการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีสัญญาณเชิงบวก ดึงเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อ CPI/PPI ที่ยังทรงตัวในระดับสูง บีบให้ Fed ต้องตรึงดอกเบี้ยยาวนานขึ้น ทำให้กลยุทธ์หลักในระยะสั้นคือการชะลอการไล่ราคา และเน้นการตั้งรับสะสมแบบแบ่งไม้ในโซนลึก
และกูรูรายสุดท้ายของวันนี้..บอกว่า ในเชิงเทคนิค ราคาทองคําหลุดแนวรับเชิงจิตวิทยาบริเวณ 4,500 เหรียญ และลงไปทําจุดตํ่าสุดที่ 4,480 เหรียญ ก่อนเกิดแรงซื้อกลับในลักษณะ Technical Rebound และฟื้ นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 4,500 เหรียญ ได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ระดับ 4,500 เหรียญ ยังคงเป็นแนวรับสําคัญที่ต้องติดตาม หากราคาไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าว
ได้ มีโอกาสที่ราคาทองคําจะเข้าสู่แนวโน้ม ขาลงในระยะสั้นถึงระยะกลาง ภาพรวมตลาดยังคงถูกกดดันจากปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะ ดัชนีดอลลาร์ และ US Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังยืดเยื้อ ทําให้ต้องติดตามการยืนเหนือแนวรับสําคัญอย่างใกล้ชิด
ประเมินกรอบระยะสั้นของ ราคาทองคําตลาดโลก (Gold Spot) แนวรับอยู่ที่บริเวณ 4,500 – 4,450 เหรียญ ขณะที่แนว
ต้านอยู่ที่ระดับ 4,550 – 4,600 เหรียญ ส่วน ทองคําในประเทศ (Thai Gold) แนวรับอยู่ที่ระดับ 69,500 บาท และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 70,800 บาท
ย้ายมาฝั่งการลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง..แม้ว่าข่าวการควบรวมกิจการระหว่าง KTB และ TTB จะไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกจนทำให้ต้องมีการปฏิเสธข่าวกันมาหลายรอบ แต่รอบนี้ดูเหมือนสถานการณ์จะต่างออกไป เพราะต้นตอของแรงกระเพื่อมไม่ได้เริ่มจากข่าวลือในห้องค้าเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากการส่งสัญญาณเชิงนโยบายโดยตรงของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณจากฝ่ายเศรษฐกิจรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค หรือ Financial Hub อย่างจริงจัง
ตลาดจึงตีความทันทีว่า “เกมใหม่” ของอุตสาหกรรมธนาคารไทยอาจกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว เพราะหากมองย้อนกลับไป ประเทศไทยเองก็เคยมีตัวอย่างความสำเร็จมาแล้วจากการควบรวมระหว่างธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาต และหากรัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการจูงใจรอบใหม่อีกครั้ง ธนาคารขนาดใหญ่ของไทยอาจเข้าสู่ยุคแห่งการรวมตัวระลอกใหม่ จนทำให้ชื่อของ KTB (ธนาคารกรุงไทย) และ TTB (ธนาคารทหารไทยธนชาต) ถูกพูดถึงทันที
ในเชิงตัวเลข หากทั้ง KTB และ TTB ควบรวมกันได้จริงจะกลายเป็นธนาคารใหม่จะมีสินทรัพย์รวมกันสูงถึงประมาณ 5.5-5.6 ล้านล้านบาท ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อรวมจะขยับเข้าใกล้ระดับ 4 ล้านล้านบาท ขณะที่ฐานเงินฝากก็จะทะลุ 4 ล้านล้านบาท จนกลายเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแซงหน้าผู้นำเดิมอย่างธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทยขึ้นมาทันที
นักวิเคราะห์มองว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขเป็นเรื่องของ “โครงสร้างลูกค้า” ของทั้งสองธนาคาร โดยทางกรุงไทยแข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้าภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ และธุรกิจขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีโครงสร้างดิจิทัลของรัฐที่เชื่อมโยงประชาชนจำนวนมหาศาลผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ขณะที่ทหารไทยธนชาตมีความโดดเด่นในตลาดสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน และผลิตภัณฑ์การเงินสำหรับบุคคล
หากรวมกันได้จริง ก็จะกลายเป็นธนาคารที่มีทั้ง “ฐานทุน” และ “ฐานลูกค้า” ครบแทบทุกมิติของเศรษฐกิจไทย
เจ๊จิ๋มเชื่อว่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นตอบสนองต่อข่าวลือครั้งนี้อย่างรุนแรง เพราะนักลงทุนมองเห็นภาพของการเกิด Synergy หรือการผสานพลังทางธุรกิจที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรในระยะยาวได้มหาศาล
อย่างไรก็ตาม แม้ในเชิงทฤษฎีทุกอย่างจะดูสวยงาม แต่ในโลกความจริงกลับเต็มไปด้วยข้อจำกัดที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก
เพราะหลังจากข่าวลือแพร่สะพัดออกไปได้ไม่นาน ทั้งธนาคารกรุงไทยและธนาคารทหารไทยธนชาตต่างก็รีบออกหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทันทีว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีแผนควบรวมกิจการตามที่ตลาดคาดการณ์
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเพราะการควบรวมระดับนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่แค่เรื่องตัวเลขทางบัญชี แต่รวมถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้น วัฒนธรรมองค์กร ระบบบริหาร และอำนาจการตัดสินใจระดับสูง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ในทางปฏิบัติ การหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รายย่อย รวมถึงการกำหนดโครงสร้างบริหารใหม่ จะส่งผลให้ในช่วง 1-2 ปีแรกหลังการควบรวม ธนาคารใหม่จะมีต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าปรับโครงสร้างองค์กร ค่าชดเชยพนักงาน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในตอนที่ธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาตควบรวมกิจการกัน
อย่างไรก็ตาม...แม้จะไม่มีดีลควบรวมเกิดขึ้นจริง แต่ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 กลับยังแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้มาก โดยธนาคารพาณิชย์ทั้ง 11 แห่ง มีกำไรรวมกันกว่า 68,000 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 20% สะท้อนว่าระบบธนาคารไทยยังมีเสถียรภาพและมีฐานทุนที่แข็งแรง ยกตัวอย่างเช่น
1. KBANK ครองแชมป์กำไรสุทธิสูงสุดที่ 14,667 ล้านบาท (เติบโต 6.35%) รับอานิสงส์จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและการตั้งสำรองที่ลดลง
2. KTB มีกำไรสุทธิ 12,437 ล้านบาท (เติบโต 6.20%) จากอานิสงส์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ดอกเบี้ย และแอปฯ เป๋าตัง
3. BBL ทำกำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท (ลดลง 12.87%) จากผลกระทบของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
4. SCB มีกำไรสุทธิ 10,195 ล้านบาท (ลดลง 18.5%) ถูกกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับตัวลดลง
5. TTB กำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท (เติบโต 1.4%) เติบโตอย่างสมดุลจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
6. KKP กำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท (เติบโตสูงถึง 84.2%) พุ่งแรงสุดในกลุ่มจากฐานปีก่อนหน้าและกำไรจากธุรกิจหลักทรัพย์
7. TISCO กำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท (เติบโต 5.5%) รักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี
อย่างไรก็ตาม...เจ๊จิ๋มมองว่า บทสรุปอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้หรือไม่ แต่คือการที่รัฐบาลจะสามารถสร้าง “ระบบนิเวศทางการเงิน” ที่ทันสมัย เปิดกว้าง และแข่งขันได้แค่ไหน
เพราะต่อให้มีธนาคารขนาดยักษ์เกิดขึ้น แต่หากกฎเกณฑ์ยังล้าหลัง เทคโนโลยียังตามโลกไม่ทัน และเศรษฐกิจยังเติบโตต่ำ สุดท้ายแล้วธนาคารเหล่านั้นก็อาจเป็นเพียง “ยักษ์ใหญ่ในประเทศตัวเอง” และท้ายที่สุดประเทศไทยก็ยังไม่ได้รับอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันนั่นเองเจ้าค่ะ