Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 18-05-2569 (ดัชนี 1600 จุด อาจไม่ไกลเกินจริง)

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
บรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ถือว่า “กลับมาหายใจได้ทั่วท้อง” อีกครั้ง หลังดัชนี SET Index ณ วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ปิดที่ระดับ 1,517.95 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 65,518 ล้านบาท แม้จะลดลงถึง -21.17 จุด แต่ก็ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.17% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังจากตลาดต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งสงคราม ภาษี การเมืองโลก และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวมาต่อเนื่องหลายเดือน
สิ่งที่เจ๊จิ๋มมองว่าน่าสนใจมากที่สุดในรอบนี้ ไม่ใช่แค่ดัชนีที่ยืนเหนือ 1,500 จุดได้อย่างแข็งแรง แต่คือ “คุณภาพของกำไร” ของบริษัทจดทะเบียนไทย ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด ซึ่งถือเป็นภาพที่ต่างจากช่วงหลายไตรมาสก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน
หากดูเฉพาะ 10 บริษัทที่มีกำไรมากที่สุดในไตรมาส 1/2569 จะพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยยังคงแข็งแรง ซึ่งบริษัทเหล่านี้ประกอบไปด้วย
1. PTT มีกำไร 25,738 ล้านบาท เติบโต +10.4%
2. KBANK มีกำไร 14,667 ล้านบาท เติบโต +6.35%
3. ADVANC มีกำไร 13,496 ล้านบาท เติบโต +28%
4. KTB มีกำไร 12,437 ล้านบาท โตขึ้น +6.18%
5. PTTEP มีกำไร 11,835 ล้านบาท ลดลง -28.5%
6. BBL มีกำไร 10,994 ล้านบาท ลดลง -12%
7. SCB มีกำไร 10,195 ล้านบาท ลดลง -18.5%
8. GULF มีกำไร 9,120 ล้านบาท (หลังควบรวมกิจการกับ INTUCH)
9. CPALL มีกำไร 9,118 ล้านบาท โตขึ้น +20.2%
10. DELTA มีกำไร 9,081 ล้านบาท โตขึ้น +65.5%
น่าสนใจที่สุดคือ DELTA แม้กำไรสุทธิจะอยู่ในอันดับ 10 ที่ระดับ 9,081 ล้านบาท แต่กลับมีมูลค่าทางการตลาดเกือบ 4 ล้านล้านบาท สูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทรวมกันเสียอีก ภาพดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้มอง DELTA เป็นเพียงหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังให้น้ำหนักในฐานะหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุค AI และ Data Center ในภูมิภาคเอเชีย
ทั้งนี้ในกรณีของ DELTA ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่าในโลกการลงทุนยุคใหม่ไม่ได้ให้มูลค่ากับ “กำไรปัจจุบัน” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มให้น้ำหนักกับ “ศักยภาพการเติบโตในอนาคต” มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หุ้นบางตัวอาจดูแพงในสายตานักลงทุนแบบดั้งเดิม แต่กลับยังได้รับแรงซื้อสะสมจากกองทุนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ผ่านพ้นไป สิ่งที่ตลาดจะหันกลับมาให้ความสำคัญทันที คือแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2 และภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าสัปดาห์วันที่ 18-22 พฤษภาคม 2569 จะเป็นอีกช่วงสำคัญที่ตลาดเริ่มเลือกทิศทางใหม่ โดยหลายโบรกเกอร์ยังประเมินว่าดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวในลักษณะ Sideway Up เพื่อสร้างฐาน โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,500 และ 1,480 จุด ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,540 และ 1,555 จุด
ในส่วนของปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมากที่สุด คือการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ของไทย ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ หลังรัฐบาลเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ควบคู่กับ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หาก GDP ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ก็อาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ Fund Flow ต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
แต่ในอีกด้านกลับพบว่าความเสี่ยงภายนอกยังคงต้องตามดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ล่าสุดอยู่ที่ 3.8% สูงกว่าที่คาดจนตลาดเกิดความกังวลว่าเฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป นอกจากนี้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังยืนเหนือระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หุ้นกลุ่มขนส่ง โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นก็จะเริ่มได้รับผลกระทบ
ส่วนทางกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคยังคงน่าสนใจจากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง WHA และ WHAUP รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่าง CK และ STECON เริ่มกลับมาโดดเด่น หลังยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน BOI ในไตรมาสแรกพุ่งทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติอาจกำลังทยอยไหลเข้าสู่ประเทศไทยในระยะถัดไป
นอกจากนี้กลุ่มพลังงานสะอาดและสาธารณูปโภคอย่าง GULF และ GUNKUL ก็เริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะตลาดมองไปถึงการเติบโตของ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่จะใช้พลังงานมหาศาลในอนาคต ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ยังเป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา หลังเริ่มมีความชัดเจนเรื่องการขอใบอนุญาต Virtual Bank ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบธนาคารไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เจ๊จิ๋มมองว่าจากนี้การไล่ซื้อหุ้นทุกตัวเหมือนในช่วงรีบาวด์แรกอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะสมอีกต่อไป เพราะตอนนี้ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยเน้นบริษัทที่ “กำไรยังเติบโตจริง” และมีปัจจัยรองรับในระยะยาว แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความผันผวน
และหากถามว่า SET จะมีโอกาสกลับไปเห็นระดับ 1,600 จุด ได้หรือไม่ในปีนี้ แม้ตอนนี้ตลาดอาจยังไม่พร้อม...แต่ถ้าหากเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง กำไรบริษัทจดทะเบียนยังขยายตัวได้ดี และ Fund Flow ต่างชาติทยอยไหลกลับเข้ามา นักวิเคราะห์หลายสำนักก็เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่า ดัชนี 1,600 จุด อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินฝันอีกต่อไปเจ้าค่ะ...