Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 14-05-2569 (หุ้นพุ่งแรง! ดีใจ DELTA ยังปลอดภัยดี)
%20copy_0.jpg)
สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ปิดการซื้อขายอย่างร้อนแรง หลังดัชนี SET Index ปิดที่ระดับ 1,517.26 จุด เพิ่มขึ้น 33.70 จุด หรือ 2.27% โดยระหว่างวันดัชนีขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,521.02 จุด และลงไปต่ำสุดที่ 1,493.2ค จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 67,660 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยจุดกระแสความเชื่อมั่นในรอบนี้ มาจากข่าวที่ว่า DELTA ไม่ถูกถอดออกจากการคำนวณดัชนี MSCI รวมถึงไม่มีหุ้นขนาดใหญ่ตัวอื่นถูกปรับออกเช่นกัน
MSCI Rebalance Annoucement: MSCI ประกาศรายชื่อหุ้นเข้า - ออกดัชนีรอบเดือนพ.ค. โดยจะมีผลราคาปิด 29 พ.ค.นี้
MSCI GlobalStandard Index
In: -
Out: -
MCSI Small Cap
In: MRDIYT, TFG
Out: TOA
MSCI Micro Cap
In: -
Out: -
นอกจากนี้ ตลาดยังให้น้ำหนักกับประเด็นการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของ “โดนัลด์ ทรัมป์ “ในเดือนพฤษภาคม พร้อมกัยการพากองทัพซีอีโอระดับโลกจากสหรัฐฯ ร่วมคณะอย่างพร้อมหน้า ตั้งแต่ อีลอน มัสก์ แห่ง Tesla, ทิม คุก จาก Apple ไปจนถึง เจนเซน หวง แห่ง NVIDIA ที่เข้าร่วมแบบเซอร์ไพรส์ในช่วงท้าย จนหลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็น “หมากสำคัญ” ของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
เจ๊มองว่าสิ่งที่ “ทรัมป์”กำลังทำคือการใช้ภาคธุรกิจเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในยุค AI และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยทันที โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่นักลงทุนกำลังรอฟังคำตอบว่า สุดท้ายแล้วทรัมป์จะเลือกแนวทางประนีประนอม หรือกลับไปใช้มาตรการกดดันแบบเดิม
กลุ่มหุ้นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้นหุ้นนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทเติบโตโดดเด่นจากกระแสย้ายฐานการผลิตออกจากจีน นักลงทุนจำนวนมากเลือกไทยเป็นฐานสำรองเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านภาษี แต่หากสหรัฐฯ และจีนสามารถหาจุดสมดุลร่วมกันได้ ความจำเป็นในการย้ายฐานผลิตบางส่วนอาจเริ่มลดลง และอาจส่งผลให้โมเมนตัมการลงทุนใหม่ชะลอตัวลงได้เช่นกัน
ส่วนทางกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, HANA, CCET และ KCE ก็กลายเป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากการเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกลับมาคล่องตัว หุ้นไทยในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ย่อมได้รับอานิสงส์โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อชื่อของเจนเซน หวง ปรากฏอยู่ในคณะเดินทาง ยิ่งสะท้อนชัดว่า AI และชิปประมวลผลขั้นสูงคือหัวใจสำคัญของดีลครั้งนี้
นอกจากกลุ่มเทคโนโลยีแล้ว หุ้นอาหารและเกษตรอย่าง CPF, TU, ITC, ASIAN, SUN, STA, NER, XO และ SAPPE ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงระหว่างการเยือนครั้งนี้ คือเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ
ในระยะสั้น ไทยอาจต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น หากจีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวจากความเชื่อมั่นที่กลับมา กำลังซื้อของผู้บริโภคจีนก็อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อไทยได้เช่นกัน
ส่วนหุ้นพลังงานและขนส่งอย่าง PTT, PTTEP, TOP, IRPC, SPRC, WICE, LEO, III และ AMA รวมถึงหุ้นเปิดเมืองอย่าง AOT ก็มีโอกาสได้รับแรงหนุนทางอ้อมจากบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น หากการเจรจาช่วยลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้จริง เพราะทุกครั้งที่ความกังวลเรื่องสงครามการค้าลดลง การเดินทาง การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศมักฟื้นตัวตามมาเสมอ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกไม่ใช่สิ่งเดียวที่ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญ เพราะนักลงทุนยังต้องติดตามการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทาง Fund Flow ในระยะถัดไป
นอกจากนี้...การที่ทรัมป์พา แลร์รี ฟิงก์ แห่ง BlackRock ร่วมคณะเดินทาง ยิ่งสะท้อนว่า “ทรัมป์” อาจต้องการจัดระเบียบเงินทุนโลกครั้งใหม่ หากผลการเจรจาออกมาในเชิงบวก ตลาดเอเชียรวมถึงไทยอาจได้เห็นเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาอีกระลอก แต่หากจบได้ไม่สวย ความผันผวนของค่าเงินบาทและ SET Index ก็อาจกลับมารุนแรงกว่าที่หลายคนคาดไว้เช่นกัน
เจ๊จิ๋มมองว่า ในโลกยุคใหม่ การเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ได้หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว “เกมอำนาจโลก” จึงกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นในทุกครั้งที่มหาอำนาจขยับก็หมายความว่าทิศทางการลงทุนของโลกก็พร้อมจะเปลี่ยนทันที และแน่นอนว่า...ตลาดหุ้นไทยเองก็ต้องปรับตัวตามกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่เราต้องรู้ความเคลื่อนไหวของโลกนั่นเองเจ้าค่ะ