Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 12-05-2569 (รู้ผล MSCI Rebalance พรุ่งนี้ ลือว่าไทยจะถูกลดน้ำหนัก!)

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ
ตั้งตารออยู่นะ!!! MSCI Rebalance โดยจะมีการประกาศชื่อหุ้นเข้า และ ออก ในการคำนวณดัชนีฯ MSCI ในช่วงเช้ำวันที่ 13 พ.ค.นี้ (โดยครั้งนี้ นอกจากการปรับตามปกติแล้ว จะมีการปรับวิธีการคำนวณ Free Float ของหุ้นแต่ละตัว (ปัดเศษทศนิยม)
กูรูหุ้นระบุว่ากำลังประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโอกาสในการปรับน้ำหนักของหุ้นหลักอย่าง DELTA และ PTTGC เนื่องจากหุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนักจะทำให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเข้าซื้อตามดัชนีซึ่งมักจะผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสั้น
อย่างไรก็ตามมีข่าวมาอีกสายหนึ่งว่า MSCI Rebalance รอบนี้ไทยจะโดนปรับลดน้ำหนักลง..พรุ่งนี้ละ!! จะได้รู้กันว่าผลสรุป เพิ่ม_หรือ_ลด น้ำหนัก!! ล้วนมีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยทั้งสิ้น
ส่วนหุ้นไทยในสัปดาห์นี้เริ่มต้นได้ไม่ค่อยสดใสนัก กูรูหุ้นส่วนใหญ่ยังประเมินว่าตลาดจะเคลื่อนไหวในกรอบกว้าง จากแรงกดดันของปัจจัยต่างประเทศ แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า “ภาพใหญ่” ของตลาดหุ้นไทยเริ่มมีบางอย่างเปลี่ยนไป เพราะในขณะที่โลกยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและการเมืองระหว่างประเทศ ปัจจัยภายในประเทศกลับเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้หลายโบรกเกอร์เริ่มกลับมาให้น้ำหนักเชิงบวกกับหุ้นไทยอีกครั้ง
ตลาดรอบนี้ไม่ใช่ช่วงของการ “ซื้อทั้งกระดาน” แต่เป็นช่วงของการ “เลือกธีมลงทุน” ให้เหมาะกับจังหวะมากกว่า เพราะหุ้นแต่ละกลุ่มกำลังตอบรับปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องติดตามในระยะนี้ มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หากสถานการณ์ยกระดับรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันอาจกลับมาพุ่งแรงอีกครั้ง และจะส่งผลต่อต้นทุนเศรษฐกิจทั่วโลกทันที
2. ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ CPI ดัชนี PPI และยอดค้าปลีก ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด หากตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มชะลอลง ตลาดก็จะกลับมาให้น้ำหนักกับโอกาสลดดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
3. การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพราะหากมีสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ก็อาจช่วยให้ Fund Flow กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ปัจจัยในประเทศเริ่มกลับมาเป็นบวกมากขึ้น หลังมูดี้ส์ เรทติ้งส์ มองว่าไทยยังมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดีกว่าหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยยังปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 จาก 1.5% เป็น 2.1% สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มเห็นผลมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส และ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่จะช่วยอัดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี
หากแยกดูเป็นรายโบรกเกอร์ จะเห็นว่ามุมมองเริ่มกลับมาเชิงบวกมากขึ้นอย่างชัดเจน
บล.โกลเบล็ก ที่ประเมินกรอบดัชนี SET เดือนพฤษภาคมไว้ที่ 1,470-1,545 จุด พร้อมมองว่าตลาดยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน
บล.พาย ประเมินกรอบ SET Index ไว้ที่ 1,450-1,550 จุด โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ยังมองว่า หากราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวหรือปรับลดลง จะเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Anti-Oil ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและการเดินทาง โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ CENTEL, MINT, AAV, BA และ CPALL
บล.คิงส์ฟอร์ด มองว่าธีมลงทุนสำคัญรอบใหม่ของตลาดไทย คือ “โครงสร้างพื้นฐานและ Data Center” หลัง BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 9.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของ TikTok มุมมองดังกล่าวทำให้หุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เริ่มกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง