Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 08-05-2569 (SETHD & SETESG ตัวเด็ด! ต่างชาติชอบ)


08 พฤษภาคม 2569

SETHD_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

สวัสดีค่ะพี่น้องชาวไทยที่รัก "เจ๊จิ๋ม" มารายงานตัว ณ ที่เก่าเวลาเดิม www.share2trade.com เปิดอ่านได้เลยมีเรื่องเด็ดๆ โดนๆ มาเม้าท์กันให้สนั่นวงการลงทุนของพวกเรากันเถอะ

วันศุกร์เบาๆ ค่ะ ขอให้เป็นวันที่นักลงทุนทุกคน สุขสันต์ หรรษา ร่าเริง บนเทิงใจ มีกำไรจากการลงทุน วันนี้มีประเด็นที่เห็นด้วยกับกูรูค่ายหนึ่งที่พูดเรื่องของ SETHD & SETESG เนื่องจากตอนนี้ ทั้งดัชนี SETHD และ SETESG เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศที่เริ่มใช้ดัชนีเหล่านี้เป็น Universe ของการลงทุนมากขึ้น

ประเด็นคือ กูรูได้เก็บข้อมูลและได้ทำการคำนวณตัวหุ้นที่คาดว่าจะถูกนำเข้า/ถอดออก จากดัชนี SET50 และ SET100 ประจำรอบ 2H26 เป็นครั้งที่สองของรอบนี้ (2nd draft) โดยใช้ข้อมูลจนถึงวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ทสำหรับข้อมูลจริงจะต้องรอจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม แต่เบื้องต้นเราได้ข้อสรุปดังต่อไปนี้

1) หุ้นที่คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่ดัชนี SETHD ได้แก่ CRC, BA, BH, KTC

2) หุ้นที่คาดว่าจะถูกถอดออกจากดัชนี SETHD ได้แก่ TASCO, KCE,MEGA, TOP

3) หุ้นที่คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่ดัชนี SETESG ได้แก่ TPIPP, BBGI, KCG,NYT (ITC อาจสอดแทรกเป็นบริษัทที่ 5 หากสุดท้ายตัวเลข Free float สามารถยืนยันเหนือระดับ 20%)

4) หุ้นที่คาดว่าจะถูกถอดออกจากดัชนี SETESG ได้แก่ DMT, SCGD,PSP, ORI, HUMAN

ดังนั้นนี่น่าจะกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับการเก็งกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะเข้าไปอยู่ในดัชนีดังกล่าว ซึ่งในรอบนี้จะได้แก่ CRC, BA, BH และ KTC เป็นต้น

เพื่อความเข้าใจให้ได้ครบทุกคนว่า SETHD และ SETESG  คืออะไร สำคัญอย่างไร เจ๊จิ๋มมีคำขยายมาฝากกันจ้ะ

1. SETHD (SET High Dividend 30 Index)

SETHD คือ ดัชนีหุ้นปันผลสูง

* ความหมาย: คือดัชนีที่รวบรวมหุ้นสามัญ 30 ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

* เกณฑ์คัดเลือก: เป็นหุ้นที่อยู่ใน SET100, มีสภาพคล่องสูง, และจ่ายปันผลสูงสุด 30 ลำดับแรก (โดยคัดเลือกจากอัตราส่วนเงินปันผลสะสม 3 ปี)

* เหมาะสำหรับ: ผู้ลงทุนที่เน้นกระแสเงินสด (Income Investor) ชอบรับเงินปันผลสม่ำเสมอ และลงทุนระยะกลาง-ยาว 

2. SETESG (SET ESG Index)

SETESG คือ ดัชนีหุ้นยั่งยืน

* ความหมาย: คือดัชนีที่สะท้อนราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance) หรือ ESG

* เกณฑ์คัดเลือก: บริษัทในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (SET ESG Ratings) โดยพิจารณาควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน

* เหมาะสำหรับ: ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) ที่เน้นความยั่งยืนของธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส 

วกกลับมาที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเราตอนนี้เริ่มมีสัญญาณหลายอย่างที่พอจะจับสังเกตได้ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังค่อยๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเดินทางเยือนจีน ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ BRENT ที่ปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเดินทางเยือนจีนในช่วงกลางเดือนนี้ ล้วนสะท้อนว่าช่องทางการเจรจาระหว่างมหาอำนาจเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น

บรรยากาศเช่นนี้ทำให้นักลงทุนทั่วโลก “กลับมาหายใจได้คล่องขึ้น” อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนผ่านตลาดหุ้นทั่วโลกที่ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกันในระยะสั้น หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนัก

ทั้งนี้ เริ่มเห็น “สัญญาณปลายสงคราม” ผ่านการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์สำคัญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ที่ไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ และเริ่มทยอยอ่อนตัวลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในเชิงจิตวิทยาการลงทุน

ประเด็นที่เจ๊จิ๋มให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือเรื่องของค่าเงินและทิศทาง Fund Flow เพราะในช่วงที่เงินเยนเริ่มกลับมาแข็งค่า ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐเริ่มอ่อนตัวลงนั้น จะส่งผลบวกต่อค่าเงินบาทโดยตรง และเมื่อเงินบาทแข็งค่า นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มมองเห็นโอกาสในการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นแล้ว ยังมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมอีกทางหนึ่งด้วย

สถานการณ์ลักษณะนี้ทำให้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของ “Sector Rotation” หรือการสลับกลุ่มลงทุนครั้งสำคัญอีกรอบ

มีการวิเคราะห์ว่ากลุ่มแรกที่น่าจะกลับมาโดดเด่น คือ “กลุ่มท่องเที่ยว” เพราะเมื่อความกังวลเรื่องสงครามเริ่มลดลง นักท่องเที่ยวทั่วโลกก็จะเริ่มกลับมาเดินทางมากขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงานที่ลดลง ก็จะช่วยหนุนผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หุ้นที่ ASPS แนะนำ ได้แก่ CENTEL, ERW และ MINT โดยเฉพาะ CENTEL ที่ถูกยกให้เป็น Prime Pick ของรอบนี้

อีกกลุ่มที่น่าสนใจมากคือ “กลุ่มโรงไฟฟ้า” ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกดดันจากต้นทุนก๊าซและภาระดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อราคาพลังงานเริ่มลดลง และเงินบาทกลับมาแข็งค่า กลุ่มนี้ก็เริ่มกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง หุ้นเด่นที่ถูกพูดถึง ได้แก่ GULF, GPSC และ BGRIM โดยเฉพาะ GULF ที่ถูกยกเป็นหุ้นเด่นประจำวันของ ASPS

สิ่งที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยอาจมองข้าม คือหุ้นโรงไฟฟ้าหลายแห่งมีภาระหนี้สกุลต่างประเทศอยู่ในระดับสูง ดังนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินลงทันที และมีโอกาสสะท้อนกลับมาเป็นกำไรที่ดีขึ้นในอนาคต

ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ คือ กลุ่มค้าปลีก อาหาร และเครื่องดื่ม เพราะหากเงินบาทแข็ง ราคาน้ำมันลด และรัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง กำลังซื้อภายในประเทศก็มีโอกาสกลับมาได้ค่อนข้างเร็ว หุ้นที่น่าจับตา ได้แก่ CPALL, BJC, CPAXT, COM7, CBG, OSP และ ICHI

ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BH และ BDMS ก็ยังถือเป็นหลุมหลบภัยที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสาย Value Stock เพราะเป็นธุรกิจที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง และยังได้รับอานิสงส์จาก Medical Tourism ที่กำลังกลับมาคึกคักตามภาคท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ในส่วนของ Fund Flow ที่อาจไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยรอบใหม่ หุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวที่น่าจับตา เพราะแม้ราคาหุ้นจะมีความผันผวนสูง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหุ้นที่มีอิทธิพลต่อดัชนีมาก และมักเป็นเป้าหมายแรกๆ ของนักลงทุนต่างชาติทุกครั้งที่กลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย

ดังนั้น ภาพรวมของตลาดในระยะนี้มองว่าแม้ดัชนีอาจยังแกว่งตัวแบบ Sideways อยู่บ้าง เพราะตลาดยังรอติดตามผลกระทบเศรษฐกิจโลกและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่หากราคาน้ำมัน BRENT ยังไม่กลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ และเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง หุ้นกลุ่ม Laggard ของไทยก็มีโอกาสฟื้นตัวได้โดดเด่นกว่าตลาดในช่วงถัดไป