รายงานพิเศษ : SSP รุกตลาด Solar Rooftop รัฐหนุนลดภาษี ปลุกคนไทยติดโซลาร์ ลุ้นตลาดพลังงานสะอาดโตแรง

การประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของรัฐบาล ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชน แต่ยังกลายเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการพลังงานสะอาดอย่าง บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) ที่กำลังเร่งต่อยอดธุรกิจใหม่รับดีมานด์ตลาดอนาคต
สถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เป็นแรงผลักสำคัญให้หลายประเทศเร่งปรับโครงสร้างพลังงานสู่รูปแบบที่ยั่งยืนมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยเองก็เริ่มเห็นความชัดเจนของนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “โซลาร์รูฟท็อป” ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนและภาคธุรกิจ
SCB EIC ประเมินว่า มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่ภาครัฐประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.69 ถึง 31 ธ.ค.71 จะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน ที่เปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ และมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว
SCB EIC มองว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟได้ประมาณ 5-20% และช่วยให้ประชาชนมองเห็น “ความคุ้มค่า” ของการลงทุนได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าไฟฟ้ายังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบด้านพลังงานโลก
ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐมีการใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive หรือคิดค่าไฟตามขั้นบันไดในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับผู้ใช้ไฟจำนวนมาก ก็จะยิ่งทำให้การติดตั้งโซลาร์รูฟมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยต่อเดือน ซึ่งจะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกประมาณ 1-3 เดือน
แนวโน้มดังกล่าว กำลังกลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในกลุ่มพลังงานสะอาด โดยเฉพาะบริษัทที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนครบวงจร
หนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามอง คือ บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SSP ที่กำลังเดินหน้าขยายธุรกิจด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางยุทธศาสตร์รุกตลาดโซลาร์รูฟท็อปอย่างจริงจัง เพื่อรองรับดีมานด์ที่กำลังเติบโตในระยะถัดไป
นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือธุรกิจ EPC ทะลุ 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการต่อยอดธุรกิจจากผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาดครบวงจรมากขึ้น
การขยายเข้าสู่ธุรกิจโซลาร์รูฟของ SSP ถือเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับทิศทางตลาดอย่างชัดเจน เพราะนอกจากแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนจำนวนมากยังเริ่มให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับแนวทาง ESG ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของโลกธุรกิจ
ในขณะเดียวกัน SSP ยังเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 19.8 เมกะวัตต์ ซึ่งมีความคืบหน้ามากกว่า 50% และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทยรวม 3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 108.6 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการวินด์ฟาร์ม บาโก ประเทศฟิลิปปินส์ ขนาด 150 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดพัฒนาในปี 2570
ขณะที่บริษัทยังมีแผนทยอย COD โครงการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมต่อเนื่องจนถึงปี 2573 อีกกว่า 146.2 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตพลังงานสะอาดของบริษัทในระยะยาว
ก่อนหน้านี้ SSP ได้เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ Leo 2 ที่ COD ไปแล้วในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 และในปีนี้ยังเตรียม COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชนเพิ่มเติมอีก 2 โครงการ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจพลังงานทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการขยะในชุมชน
จะเห็นได้ว่า การสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อปของภาครัฐ ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งใหม่ของประเทศไทย
และสำหรับ SSP การขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด Solar Rooftop ในจังหวะที่ตลาดกำลังเติบโต อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยต่อยอดการเติบโตของบริษัทในระยะยาว ท่ามกลางเมกะเทรนด์พลังงานสะอาดที่กำลังกลายเป็นอนาคตของโลกเศรษฐกิจยุคใหม่