จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : TIDLOR หุ้นเด่นกลุ่มไฟแนนซ์ กำไรเติบโตต่อเนื่อง โบรกฯ มองมีUpside แนะ “ซื้อ”


06 พฤษภาคม 2569

TIDLOR รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

TIDLOR ยังคงโดดเด่นในกลุ่มไฟแนนซ์ จากโมเดลธุรกิจที่ผสมผสานสินเชื่อและประกัน หนุนรายได้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แม้เศรษฐกิจยังผันผวน

ในช่วงเวลาที่ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่เริ่มกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง บมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) กลับยังสามารถรักษาทิศทางการเติบโตของผลประกอบการได้ดี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเพียงด้านเดียว

บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป ประเมินว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 TIDLOR จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนถึง 22.9% การเติบโตดังกล่าวมีแรงหนุนหลักจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ดอกเบี้ย ขณะเดียวกันยังช่วยผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าบริษัทจะยังคงตั้งสำรองในระดับที่สูงขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้าก็มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น โดยคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาสเดียวกันอาจขยับขึ้นไปถึง 1.385 พันล้านบาท เติบโต 13.7% เมื่อเทียบรายปี และ 18.2% เมื่อเทียบรายไตรมาส ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการตั้งสำรองที่เริ่มผ่อนคลายลง ประกอบกับรายได้ดอกเบี้ยที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้เร่งตัวแรง

ในด้านการขยายตัวของสินเชื่อ ภาพรวมยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดยคาดว่าพอร์ตสินเชื่อในไตรมาส 1/2569 จะเติบโตประมาณ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า แรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากสินเชื่อเงินกู้ยืม ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องตามภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตาคือระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่งมีโอกาสขยับขึ้นจากระดับ 1.54% ในไตรมาสก่อนหน้า อันเป็นผลจากความเปราะบางของเศรษฐกิจ

แม้ NPL จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่จุดที่น่าสนใจคือระดับดังกล่าวยังถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในกลุ่มเดียวกัน สะท้อนถึงความสามารถของ TIDLOR ในการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ทั้งในมิติของการคัดกรองลูกหนี้และการติดตามการชำระหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดแรงกระแทกจากวัฏจักรเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ TIDLOR แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรม คือโครงสร้างรายได้ที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะธุรกิจนายหน้าประกันที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ที่มีอัตรากำไรสูง แต่ยังช่วยลดความผันผวนจากรายได้ดอกเบี้ย และเปิดโอกาสในการต่อยอดการขายผลิตภัณฑ์ให้กับฐานลูกค้าเดิม ส่งผลให้ TIDLOR มีลักษณะเป็นธุรกิจการเงินแบบผสมผสานที่มีความยืดหยุ่นสูง

ทิศทางดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์เริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทมากขึ้น โดยเฉพาะในมุมของการควบคุมพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้า ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ระยะยาวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 13.5% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า พร้อมกันนี้ยังมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 2569–2570 เพื่อสะท้อนแนวโน้มการตั้งสำรองที่ลดลงจากเดิม

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 2569 บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิปคาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ประมาณ 5.3 พันล้านบาท เติบโต 8.4% จากปีก่อน ขณะที่หยวนต้าประเมินกำไรไว้ที่ 5.176 พันล้านบาท หรือเติบโตราว 2% แม้ตัวเลขประมาณการจะแตกต่างกันบ้าง แต่ทั้งสองสำนักมีมุมมองสอดคล้องกัน โดยเชื่อว่า TIDLOR ยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย

ในด้านมูลค่าเหมาะสม หุ้น TIDLOR ยังคงมีความน่าสนใจ โดยบล.ฟิลลิปให้ราคาเป้าหมายที่ 22.90 บาท ขณะที่บล.หยวนต้าให้ราคาเหมาะสมที่ 21 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันยังคงมีส่วนเพิ่ม (Upside) ในระดับที่น่าสนใจ อีกทั้งยังคาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 2.7% ต่อปี

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า TIDLOR เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่มี “ความสมดุล” มากที่สุด ทั้งในแง่ของการเติบโต ความเสี่ยง และโครงสร้างรายได้ แม้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากคุณภาพสินทรัพย์ในระยะสั้น แต่ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการและโมเดลธุรกิจที่แตกต่าง ทำให้บริษัทยังคงมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว และยังคงแนะนำ “ซื้อ”