รายงานพิเศษ : PCE แกร่งรับอานิสงส์ รัฐดัน B20–E20 ลดนำเข้า หลังน้ำมันโลกผันผวน

แรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกเปิดทางให้พลังงานทางเลือกเติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะไบโอดีเซล ขณะที่ PCE เดินหน้าขยายศักยภาพ รองรับโอกาสในระยะยาว
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หนึ่งในศูนย์กลางการผลิตน้ำมันของโลก ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง
แรงกดดันดังกล่าวได้กลายเป็นตัวกระตุ้นให้ภาครัฐและภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล และเอทานอล ซึ่งสามารถผลิตได้ภายในประเทศ และช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
ข้อมูลจาก ttb analytics ระบุว่า หากประเทศไทยเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลผ่านน้ำมันดีเซล B20 ควบคู่กับการบริหารสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) โดยนำส่วนที่เคยส่งออกกลับมาใช้ในประเทศ จะสามารถลดการใช้น้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การสนับสนุนการใช้เอทานอลผ่านน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ด้วยมาตรการอุดหนุนด้านราคา จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น
ในภาพรวม มาตรการดังกล่าวคาดว่า จะช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลและแก๊สโซลีนลงเฉลี่ยรวมกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระการนำเข้า แต่ยังช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว
ภายใต้บริบทดังกล่าว บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง จากโครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและไบโอดีเซล
นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทมุ่งขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบอย่างต่อเนื่อง โดยโรงสกัดเฟส 2 ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว ส่งผลให้สามารถรองรับผลปาล์มสดได้สูงสุด 150 ตันต่อชั่วโมง หรือ 3,600 ตันต่อวัน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับความต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพ
ขณะเดียวกัน บริษัท นิว ไบโอดีเซล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ PCE มีศักยภาพการผลิตไบโอดีเซลในระดับสูงกว่า 1.3 ล้านลิตรต่อวัน หรือประมาณ 40 ล้านลิตรต่อเดือน และเดินหน้าผลิตไบโอดีเซล B100 อย่างเต็มกำลัง เพื่อรองรับนโยบายภาครัฐที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และผลักดัน B20 เป็นทางเลือกหลักในอนาคต
ความได้เปรียบสำคัญของ PCE อยู่ที่การมีโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ที่รองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีรถขนส่งกว่า 160 คัน และกองเรืออีก 13 ลำ รวมถึงคลังสินค้าและท่าเทียบเรือในจุดยุทธศาสตร์ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งสามารถรองรับการจัดเก็บน้ำมันปาล์มและไบโอดีเซลรวมกว่า 240,000 ตัน
นอกจากนี้ PCE ยังขยายธุรกิจไปสู่ตลาดผู้บริโภคโดยตรง ผ่านการวางจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดแบรนด์ “รินทิพย์” ในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น 7-Eleven และเครือข่าย Modern Trade อื่น ๆ ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มแหล่งรายได้
ดังนั้นการเร่งลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต ควบคู่กับการมีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรของ PCE ทำให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น และมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและไบโอดีเซลของประเทศในระยะยาว