รายงานพิเศษ : TFG ผลงานกลับมาโดดเด่น รับอานิสงส์ราคาเนื้อสัตว์ขาขึ้น ค้าปลีก-เวียดนาม หนุนเติบโตต่อเนื่อง
_0.jpg)
สัญญาณการฟื้นตัวของราคาไก่และสุกร ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มปรับลด กำลังสร้างแรงส่งให้ผลประกอบการของ TFG กลับมาแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและการขยายตลาดต่างประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้บริษัทได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มอาหารที่น่าจับตา
บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากผลงานในไตรมาส 2 ที่สะท้อน "จุดต่ำสุด" ไปสู่รอบการฟื้นตัวครั้งใหม่ จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีประเมินว่า กำไรปกติในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1,392 ล้านบาท ลดลง 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 28% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเหลือประมาณ 18% จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาไก่และสุกรที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นจากการเดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง
แม้กำไรระยะสั้นจะอ่อนตัว แต่สิ่งที่สะท้อนศักยภาพของบริษัทคือการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกที่ยังเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เปิดเพิ่มถึง 58 สาขาในไตรมาสเดียว ส่งผลให้สิ้นเดือนมิถุนายนมีจำนวนสาขารวม 748 แห่งทั่วประเทศ การลงทุนดังกล่าวทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่กลับเป็นฐานรายได้ที่แข็งแกร่งในระยะยาว
ธุรกิจค้าปลีกยังเป็นพระเอกสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ของ TFG โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะอยู่ที่ประมาณ 8,600 ล้านบาท เติบโตถึง 27% จากปีก่อน แม้ว่ายอดขายสาขาเดิมจะชะลอตัว แต่การเปิดสาขาใหม่จำนวนมากสามารถชดเชยผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนว่ากลยุทธ์การขยายเครือข่ายค้าปลีกยังเป็นเครื่องยนต์การเติบโตที่สำคัญของบริษัท
ขณะเดียวกัน ธุรกิจในประเทศเวียดนามยังคงขยายตัวได้ตามแผน กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างความหลากหลายของรายได้ ลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงแห่งเดียว และเพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาว ซึ่งนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าจะมีบทบาทมากขึ้นต่อผลประกอบการในอนาคต
ปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญในขณะนี้ คือแนวโน้มของผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกชัดเจน หลังราคาเนื้อสัตว์ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยราคาสุกรเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ขณะที่ราคาไก่ก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน อีกด้านหนึ่ง ราคาข้าวโพดซึ่งเป็นต้นทุนหลักของอาหารสัตว์เริ่มลดลงตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว ส่งผลให้แรงกดดันด้านต้นทุนมีแนวโน้มคลี่คลาย และเปิดโอกาสให้อัตรากำไรของบริษัทกลับมาฟื้นตัว
การฟื้นตัวของทั้งราคาขายและต้นทุนถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญ เนื่องจากธุรกิจเกษตรอาหารมีความอ่อนไหวต่อส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนวัตถุดิบ เมื่อทั้งสองปัจจัยเริ่มเคลื่อนไหวในทิศทางที่เอื้อต่อธุรกิจ โอกาสที่กำไรจะเร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลังจึงมีความเป็นไปได้สูง
ด้วยเหตุนี้ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีจึงยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ราว 8,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" และราคาเป้าหมาย 11.50 บาท โดยมองว่าไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนผลประกอบการจะกลับมาเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อนในช่วงครึ่งหลัง
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป ซึ่งประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบและฐานกำไรที่สูงในปีก่อนเช่นกัน แต่เชื่อว่าการฟื้นตัวของราคาเนื้อสัตว์ ประกอบกับต้นทุนข้าวโพดที่เริ่มลดลง จะช่วยผลักดันผลประกอบการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" และให้ราคาเหมาะสมที่ 12 บาท
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ TFG ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน คือระดับมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ค่า PER ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหลายบริษัทในกลุ่มอาหาร ขณะที่บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ในระดับสูงกว่า 30% สะท้อนประสิทธิภาพในการใช้เงินทุนเพื่อสร้างกำไร
นอกจากนี้ TFG ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทของกลุ่มที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลทุกไตรมาส โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประมาณ 0.10 บาทต่อหุ้น และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลทั้งปีในระดับที่โดดเด่น ซึ่งช่วยลดความผันผวนของการลงทุนและเพิ่มความน่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการทั้งโอกาสรับกำไรจากราคาหุ้นและกระแสเงินสดจากเงินปันผล
ดังนั้นแม้ผลประกอบการไตรมาส 2 จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของปี แต่ปัจจัยพื้นฐานของ TFG ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งจากการขยายธุรกิจค้าปลีก การเติบโตของตลาดเวียดนาม การฟื้นตัวของราคาเนื้อสัตว์ ต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มลดลง และนโยบายจ่ายปันผลที่โดดเด่น ทำให้หลายสำนักวิจัยยังคงเชื่อว่าบริษัทกำลังเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวอีกครั้ง และยังเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มอาหารที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจในช่วงที่เหลือของปี 2569