เงินนอก “ขายซ้ำซาก” กลางปี สถิติ 10 ปี ชี้ พ.ค.-มิ.ย. แดงเดือด! กองทุนถล่มขาย-รายย่อยรับของพยุงตลาด
Mr.Data
สัปดาห์นี้ Mr.Data พามาดูข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีสะท้อนพฤติกรรมเงินทุนต่างชาติ “ขายมากกว่าซื้อ” โดยเฉพาะช่วงกลางปี ขณะที่ภาพปี 2569 ยิ่งตอกย้ำแรงกดดันจากกองทุนในประเทศที่เดินหน้าขายสุทธิต่อเนื่อง สวนทางรายย่อยที่กลายเป็นกำลังหลักในการพยุงตลาด!
ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันเชิงฤดูกาลอย่างมีนัยสำคัญ หลังข้อมูลสถิติย้อนหลัง 10 ปีจากฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS Research) ระบุชัดว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เป็นจังหวะที่ดัชนี SET มักให้ผลตอบแทนติดลบ โดยมีปัจจัยหลักจากแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ เดือนพฤษภาคมถูกจัดเป็นช่วง “ขายหนักสุด” ด้วยยอดขายเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 14,860 ล้านบาท สอดคล้องกับวาทกรรมในตลาดการเงิน “Sell in May” ขณะที่เดือนมิถุนายนยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แม้ระดับจะลดลงมาอยู่ที่ราว 9,781 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาภาพรวมรายเดือน พบว่าเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยมากกว่าที่ไหลเข้าเกือบทั้งปี โดยเดือนที่มีแรงขายโดดเด่น ได้แก่ มีนาคม ตุลาคม และพฤษภาคม ขณะที่มีเพียง 2 เดือนเท่านั้นที่มียอดซื้อสุทธิเป็นบวก คือ กรกฎาคม และธันวาคม
ในเชิงโครงสร้างการลงทุน นักลงทุนต่างชาติมักเลือกปรับพอร์ตในหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ซึ่งเป็นตัวแทนของดัชนี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
ขณะเดียวกันภาพการเคลื่อนไหวของผู้เล่นในตลาดปี 2569 (ข้อมูลถึง 24 เม.ย.) สะท้อนแรงกดดันอีกมิติหนึ่ง โดย “กองทุนในประเทศ” กลายเป็นผู้ขายสุทธิหลัก มูลค่ารวมกว่า 56,781 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงซื้อสุทธิ 16,260 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อสุทธิสูงถึง 35,663 ล้านบาท
หากพิจารณาข้อมูลรายเดือน ยิ่งเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยเดือนมีนาคม กองทุนขายสุทธิ 12,921 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยเข้าซื้อสูงถึง 51,079 ล้านบาท ส่วนเดือนเมษายน กองทุนยังคงขายต่ออีก 12,421 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติเริ่มพลิกกลับมาขายสุทธิเล็กน้อย และรายย่อยยังคงทำหน้าที่เป็นแรงรับหลักของตลาด
...สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าแรงขายของนักลงทุนสถาบันยังคงกดดันตลาดในระยะสั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเข้าซื้อของรายย่อยช่วยชะลอการปรับตัวลง ทำให้ดัชนียังสามารถทรงตัวได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรใช้ข้อมูลเชิงสถิติเป็นเพียงกรอบประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากพฤติกรรมในอดีตไม่สามารถยืนยันผลลัพธ์ในอนาคตได้ โดยเฉพาะในภาวะที่ปัจจัยภายนอกและกระแสเงินทุนโลกมีความผันผวนสูง